การติดตั้งกล้องวงจรปิด ไม่ควรซื้อไปติดตั้งเอง ควรจะให้เจ้าหน้า หรือ ช่างผุ้ชำนาญเฉพาะทางเป็น
เป็นคนติดตั้งให้จะดีกว่า การซื้อกล้องวงจรปิดไปติดตั้งเอง ถ้าขาดความรู้เทคนิคในการติดตั้ง อาจจะ
ทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ไฟไหม้ หรือ เกิดความผิดพลาดต่างๆในการติดตั้งได้ การแก้ไขปัญหาของ
อุปกรณ์กล้องวงจรปิดก็ทำได้ยาก เพราะขาดความรู้ความชำนาญเฉพาะทาง แนะนำว่าให้ใช้บริการ
กับบริษัทที่ จำหน่าย ติดตั้งกล้องวงจรปิด โดยเฉพาะจะดีกว่า เพราะบริษัทที่รับติดตั้ง มีประสบการณ์
ในการติดตั้งกล้องวงจรปิดมายาวนาน ถ้าคุณคิดว่าแค่ ช่างไฟ ช่าง UBC หรือ ช่างเดินสายโทรศัพท์
ก็สามารถติดตั้งได้ คุณคิดผิดแล้ว!!! บุคคลพวกนี้อาจติดตั้งได้จริง แต่อาจติดตั้งแบบผิดวิธี บุคคล
พวกนี้ไม่มีประสบการณ์ในการติดตั้งกล้องวงจรปิดมา ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ ฉนั้น
ทางที่ดีที่สุดควรให้ บริษัทจำหน่าย ติดตั้งกล้องวงจรปิด เป็นคนติดตั้งให้ดีกว่า และ บริษัทยังมีบริการ
หลังการขาย เซอร์วิสฟรี ถึงสถานที่ตลอด 1 ปีเต็มอีกด้วย ขอแนะนำว่า ถ้าซื้อ กล้องวงจรปิดจาก
บริษัทไหนมา ก็ควรจะให้บริษัทนั้นเป็นคนติดตั้งให้จะดีที่สุด จะได้บริการได้อย่างเต็มที่ทั้งตัวอุปกรณ์
อะไหล่ต่างๆ และ การติดตั้ง การซื้อกล้องวงจรปิดจากอีกบริษัทนึงมา ให้อีกบริษัทนึงติดตั้งให้ อาจ
จะทำให้ได้รับการบริการหลังการขายได้ไม่เต็มที่
วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
กล้องวงจรปิด (CCTV) คืออะไร
กล้องวงจรปิด (CCTV) ย่อมาจาก Closed-circuit television ซึ่งจะทำหน้าที่รับภาพที่ปรากฏอยู่ และทำการแปลงเป็นสัญญาณ และทำการส่งสัญญาณดังกล่าว ไปในจุดที่ต้องการในลักษณะ point to point ซึ่งตัวรับภาพของกล้องวงจรปิดนั้น แบ่งได้เป็น 2 แบบ
1. CMOS (ซีมอส) ซึ่งจะใช้กับกล้องวงจรปิดที่มีราคาถูก คุณภาพต่ำ
2. CCD (ซีซีดี) จะใช้กับกล้องวงจรปิดที่มีคุณภาพปานกลาง-สูง ซึ่งในกล้องวงจรปิด
*ในปัจจุบันนี้ได้เลือกใช้ CCD Sensor ทั้งหมดแล้ว เนื่องจากราคาของ CCD Sensor ได้ลดลงมากแล้ว
ซึ่งหากแบ่งตามรูปทรงการใช้งานนั้น จะสามารถแบ่งได้หลัก ๆ ดังนี้
1.กล้องวงจรปิดแบบโดม (Dome CCTV)
ซึ่งก็มีทั้งแบบ indoor , outdoor ซึ่งเหมาะสมติดตั้งในจุดที่ต้องการความเรียบร้อย และสวยงาม เนื่องจากจะดูกลมกลืน ไม่เกะกะสายตา

1. CMOS (ซีมอส) ซึ่งจะใช้กับกล้องวงจรปิดที่มีราคาถูก คุณภาพต่ำ
2. CCD (ซีซีดี) จะใช้กับกล้องวงจรปิดที่มีคุณภาพปานกลาง-สูง ซึ่งในกล้องวงจรปิด
*ในปัจจุบันนี้ได้เลือกใช้ CCD Sensor ทั้งหมดแล้ว เนื่องจากราคาของ CCD Sensor ได้ลดลงมากแล้ว
ซึ่งหากแบ่งตามรูปทรงการใช้งานนั้น จะสามารถแบ่งได้หลัก ๆ ดังนี้
1.กล้องวงจรปิดแบบโดม (Dome CCTV)
ซึ่งก็มีทั้งแบบ indoor , outdoor ซึ่งเหมาะสมติดตั้งในจุดที่ต้องการความเรียบร้อย และสวยงาม เนื่องจากจะดูกลมกลืน ไม่เกะกะสายตา

2.กล้องวงจรปิดแบบ C/CS Mount (C/CS Mount CCTV)
ซึ่งมีแบบ indoor เท่านั้น โดยสามารถติดตั้งในกล่องกันฝน เพื่อใช้งาน outdoor ได้เช่นกัน และกล้องวงจรปิดชนิดนี้สามารถเปลี่ยน Lens เพื่อให้เหมาะสมกับ การใช้งานได้หลากหลาย เช่น เลนส์มุนกว้าง , มุมแคบ , ชนิดปรับลดแสงอัตโนมัติ (auto iris)

ซึ่งมีแบบ indoor เท่านั้น โดยสามารถติดตั้งในกล่องกันฝน เพื่อใช้งาน outdoor ได้เช่นกัน และกล้องวงจรปิดชนิดนี้สามารถเปลี่ยน Lens เพื่อให้เหมาะสมกับ การใช้งานได้หลากหลาย เช่น เลนส์มุนกว้าง , มุมแคบ , ชนิดปรับลดแสงอัตโนมัติ (auto iris)

3.กล้องวงจรปิดแบบอินฟราเรด (infrared CCTV)
ซึ่งมีทั้งแบบ indoor , outdoor โดยจะทำในหลายรูปแบบ เช่น infrared dome CCTV , Built-in Lens infrared CCTV โดยกล้องวงจรปิดแบบนี้มีจุดเด่นที่สามารถรับ ภาพได้แม้ในที่มืดสนิท (0 Lux)
ซึ่งมีทั้งแบบ indoor , outdoor โดยจะทำในหลายรูปแบบ เช่น infrared dome CCTV , Built-in Lens infrared CCTV โดยกล้องวงจรปิดแบบนี้มีจุดเด่นที่สามารถรับ ภาพได้แม้ในที่มืดสนิท (0 Lux)
ป้ายกำกับ:
กล้องวงจรปิด,
เครื่องโปรเจคเตอร์,
โปรเจคเตอร์,
CCTV,
Projector
อุปกรณ์ตรวจสอบอาวุธและวัตถุระเบิด
X-ray Technology หลักการพื้นฐานของเครื่อง X-ray
X-ray machine ใช้หลักการพื้นฐานของรังสี X-ray ทะลุผ่านวัตถุที่ต้องการตรวจสอบ ให้รังสีมาตกกระทบที่แผง Detector
จากนั้นนำคุณสมบัติที่เปลี่ยนแปลงไปของรังสีหลังจากที่ได้ผ่านวัตถุ แล้วมาประมวลผล จากนั้นส่งเข้าไปยังส่วน Super Computer ประสิทธิภาพสูง คำนวณผลพร้อมจำลองรูปทรงของวัตถุแสดงผลที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อไป ทำงาน
รูปที่ 1 พื้นฐานการทำงานของเครื่อง X-ray

X-ray machine รู้ได้อย่างไรว่าวัตถุที่ทำการตรวจสอบนั้นคืออะไร
วัตถุทุกอย่างจะมีส่วนประกอบที่เล็กๆ ที่เรียกว่า อะตอม อยู่ภายในวัตถุ โดยแต่ละวัตถุจะประกอบด้วยอะตอมของะธาตุแตกต่างกันทำให้วัตถุมีค่าคุณสมบัติ ทางเคมีแตกต่างกันไป X-ray machine ใช้หลักการนี้มาทำการแยกชนิดของวัตถุออกจากกัน
แผง Detector ของ X-ray นอกจากจะทำการจำลองรูปทรงของวัตถุแล้ว ยังมีส่วนในการแยกแยะชนิดของวัตถุอีกด้วย ข้อมูลทางเคมีที่ได้จากแผง Detector ถูกแปลงเป็นข้อมูลทางคณิตศาสตร์ส่งไปยัง Super Computer ประมวลผล ทำให้เรารู้ชนิดของวัตถุเบื้องต้นได้
โดยในอดีต X-ray machine ใช้เทคโนโลยีแบบ " Single Energy Detector " สามารถรู้เพียงค่า ความหนาแน่นของวัตถุ (Density) ซึ่งอาจจะระบุชนิดของวัตถุได้ไม่ชัดเจนเพราะวัตถุต่างชนิดกัน อาจมีความหนาแน่นของวัตถุใกล้เคียงกัน
ตัวอย่างเช่น พลาสติกธรรมดา กับ โคเคนที่เป็นยาเสพติด มีค่าความ ความหนาแน่นใกล้เคียงกันมากอาจทำให้ตรวจสอบเข้าใจว่า โคเคนที่ลอบบรรจุมาเป็นเพียงพลาสติกธรรมดาก็ได้ ในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีชนิด " Dual Energy Detector " ทำให้เราสามารถรู้ค่า ความหนาแน่นของวัตถุ (Density) และค่า อะตอมมิคนัมเบอร์ ( Zeff ))) ทำให้เราสามารถแยกแยะวัตถุได้อย่างแม่นยำและแจ้งผลอัตโนมัติ
เราสามารถแบ่งเครื่อง X-ray ได้เป็น 4 แบบ
1. Conventional X-ray Systems
2. Automated X-ray Systems
3. C.T. X-ray Systems
4. Cargo X-ray Systems
1. Conventional X-ray System
ออกแบบมาเพื่อตรวจสอบอาวุธ เช่น มีด ปืน และสิ่งน่าสงสัย ที่สามารถมองเห็นได้จากจอคอมพิวเตอร์ของเครื่อง X-ray
ไม่เหมาะสำหรับการตรวจสอบวัตถุระเบิดหรือยาเสพติดแบบอัตโนมัติ
ใช้สำหรับตรวจสอบวัตถุแบบพกพา เช่น กระเป๋าเอกสาร กระเป๋าเดินทาง หีบห่อพกพา กระเป๋าถือ ถุงเอกสาร และจดหมาย
เหมาะกับติดตั้งในตึกชุมชนขนาดใหญ่ เช่น โรงเรียน สำนักงานธุรกิจต่างๆ ไปรษณีย์ เป็นต้น
มีราคาถูก
2. Automated X-ray Systems
ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการตรวจสอบวัตถุระเบิดแบบอัตโนมัติ
ใช้เทคโนโลยีแบบ Dual Energy Detector
มีประสิทธิภาพสูงและคุณภาพของภาพดีมาก
ใช้สำหรับตรวจสอบวัตถุแบบพกพา เช่น กระเป๋าเอกสาร กระเป๋าเดินทาง หีบห่อพกพา กระเป๋าถือ ถุงเอกสาร และจดหมาย
เหมาะ กับการติดตั้งในตึกชุมชนขนาดใหญ่ และองค์การทางด้านขนส่ง เช่น ตลาดหลักทรัพย์ สนามบิน สำนักงานธุรกิจ สำนักงานขนส่งสินค้าต่างๆ
สามารถ ต่อเข้ากับระบบ " Inline Screening System" เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพ ให้กับองค์กรที่มีวัตถุที่ต้องการตรวจสอบเป็นจำนวนมาก เช่น สนามบินนานาชาติ เป็นต้น
3. C.T. X-ray Systems
มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบระเบิดสูงสุด
สามารถตรวจสอบระเบิดชนิด Sheet explosive ที่ยากแก่การตรวจสอบได้เป็นอย่างดี
แสดงผลภาพแบบ 3 ทิศทาง (บน , หน้า และ ข้าง)
สามารถต่อเข้ากับระบบ " Inline Screening System" ในส่วนที่ต้องการความถูกต้องแม่นยำในการตรวจสอบสูงสุด
อัตราการใส่วัตถุเข้าตรวจสอบน้อยเพราะต้องการความถูกต้องแม่นยำมาก
เครื่องมีราคาแพง
4. Cargo X-ray Systems
ออก แบบมาเพื่อตรวจสอบกล่องส่งสินค้าขนาดใหญ่ หรือ ตู้คอนเทรนเนอร์ ในสถานที่ขนส่งขนาดใหญ่ เช่น คลังสินค้าสนามบินนานาชาติ ท่าเรือ เป็นต้น
มีทั้งแบบเป็นอาคารสำหรับตรวจสอบ และแบบรถเคลื่อนที่เพื่อความสะดวก
ใช้พลังงานจาก X-ray source มาก สามารถมองทะลุวัตถุที่หนาๆมากได้
มีราคาแพงมาก
X-ray machine ใช้หลักการพื้นฐานของรังสี X-ray ทะลุผ่านวัตถุที่ต้องการตรวจสอบ ให้รังสีมาตกกระทบที่แผง Detector
จากนั้นนำคุณสมบัติที่เปลี่ยนแปลงไปของรังสีหลังจากที่ได้ผ่านวัตถุ แล้วมาประมวลผล จากนั้นส่งเข้าไปยังส่วน Super Computer ประสิทธิภาพสูง คำนวณผลพร้อมจำลองรูปทรงของวัตถุแสดงผลที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อไป ทำงาน
รูปที่ 1 พื้นฐานการทำงานของเครื่อง X-ray

X-ray machine รู้ได้อย่างไรว่าวัตถุที่ทำการตรวจสอบนั้นคืออะไร
วัตถุทุกอย่างจะมีส่วนประกอบที่เล็กๆ ที่เรียกว่า อะตอม อยู่ภายในวัตถุ โดยแต่ละวัตถุจะประกอบด้วยอะตอมของะธาตุแตกต่างกันทำให้วัตถุมีค่าคุณสมบัติ ทางเคมีแตกต่างกันไป X-ray machine ใช้หลักการนี้มาทำการแยกชนิดของวัตถุออกจากกัน
แผง Detector ของ X-ray นอกจากจะทำการจำลองรูปทรงของวัตถุแล้ว ยังมีส่วนในการแยกแยะชนิดของวัตถุอีกด้วย ข้อมูลทางเคมีที่ได้จากแผง Detector ถูกแปลงเป็นข้อมูลทางคณิตศาสตร์ส่งไปยัง Super Computer ประมวลผล ทำให้เรารู้ชนิดของวัตถุเบื้องต้นได้
โดยในอดีต X-ray machine ใช้เทคโนโลยีแบบ " Single Energy Detector " สามารถรู้เพียงค่า ความหนาแน่นของวัตถุ (Density) ซึ่งอาจจะระบุชนิดของวัตถุได้ไม่ชัดเจนเพราะวัตถุต่างชนิดกัน อาจมีความหนาแน่นของวัตถุใกล้เคียงกัน
ตัวอย่างเช่น พลาสติกธรรมดา กับ โคเคนที่เป็นยาเสพติด มีค่าความ ความหนาแน่นใกล้เคียงกันมากอาจทำให้ตรวจสอบเข้าใจว่า โคเคนที่ลอบบรรจุมาเป็นเพียงพลาสติกธรรมดาก็ได้ ในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีชนิด " Dual Energy Detector " ทำให้เราสามารถรู้ค่า ความหนาแน่นของวัตถุ (Density) และค่า อะตอมมิคนัมเบอร์ ( Zeff ))) ทำให้เราสามารถแยกแยะวัตถุได้อย่างแม่นยำและแจ้งผลอัตโนมัติ
เราสามารถแบ่งเครื่อง X-ray ได้เป็น 4 แบบ
1. Conventional X-ray Systems
2. Automated X-ray Systems
3. C.T. X-ray Systems
4. Cargo X-ray Systems
1. Conventional X-ray System
2. Automated X-ray Systems
3. C.T. X-ray Systems
4. Cargo X-ray Systems
ป้ายกำกับ:
กล้องวงจรปิด,
เครื่องโปรเจคเตอร์,
โปรเจคเตอร์,
CCTV,
Projector
Access Control Sestem
Access Control Sestem
ระบบ Access Control เป็นระบบที่ควบคุมการเข้า หรือ ออก อัตโนมัติ โดยใช้บัตรเป็น อุปกรณ์สำหรับเข้าผ่าน โดยที่เครื่องควบคุม จะประกอบด้วย ส่วน 2 ส่วน หลักคือ ส่วนควบคุม (Controller) การทำงาน และส่วนของ หัวอ่านบัตร (Reader) โดยเครื่องควบคุมจะอ่านข้อมูลในบัตร หากข้อมูลถูกต้อง
ก็จะส่งคำสั่งให้ อุปกรณ์อื่นๆ เช่น ตัวล็อค ให้คลาย หรือปลดล็อค และเซ็นเซอร์อื่นๆ เช่นตัวดักจับกันงัด ตัวดักจับ ควันไฟ ดักจับความร้อน ดักจับการเคลื่อนไหว หรือแม้แต่ เปิด-ปิด ไฟฟ้าแสงสว่าง ให้ทำงานต่อไปและหากข้อมูลบัตร ไม่ถูกต้อง อุปกรณ์ต่างๆ ก็ไม่ทำงาน
จึงไม่สามารถเข้าผ่านได้บัตร ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับเข้า-ผ่าน มี 2 ชนิด คือ บัตร แถบแม่เหล็ก (Magnetic Card)และ บัตร ความถี่ (Proximity Card) รายละเอียดของบัตร มีอธิบายที่หมวด Accessories
ส่วนประกอบทั่วไปของเครื่องควบคุมการเข้าออกโดยใช้บัตร
หัวอ่านบัตร (Head Reader)
เป็นส่วนอ่านและรับข้อมูลจาก บัตร และส่งข้อมูลไปยังส่วนควบคุม ส่วนควบคุม (Controller) มีลักษณะเป็น แผ่นปริ้นหรือ Main Board มีไอซี เป็นตัวทำงานตามคำสั่ง โดยจะตรวจเช็คข้อมูลบัตรที่รับมาจากส่วน หัวอ่านบัตร หากข้อมูลถูกต้องตรงกับที่โปรแกรมไว้ ส่วนควบคุมนี้ ก็จะสั่งให้ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ต่อเชื่อมให้ทำงานตามฟังก์ชั่นที่กำหนด
Housing หมายถึง พื้นผิววัสดุภายนอก ทำจากเหล็กหนา ชุบโครเมี่ยมกันสนิม (สำหรับ Magnetic ) และทำจาก PVC ( สำหรับ Proximity ) คีย์แพ็ด (Keypad ) เป็นอุปกรณ์รับข้อมูล หรือรับการโปรแกรมการทำงานต่างๆ มีลักษณะเป็นแผ่นจากยางมีความเหนี่ยว และ คงทน หมายเหตุ ส่วนประกอบดังกล่าว หากหมดอายหรือเสื่อมอายุการใช้งาน สามารถเปลี่ยนใหม่ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งเครื่อง
ลักษณะการทำงานของเครื่องในแบบต่างๆ
1. เครื่องควบคุม ( Controller ) สำหรับบัตร แถบแม่เหล็ก ( Access Control with Magnetic Striper Reader )
2. เครื่องควบคุม ( Controller ) สำหรับบัตร ความถี่ ( Access Control with Proximity Card )
3. เครื่องควบคุม ( Controller ) สำหรับบัตร ความถี่ ใช้สำหรับลงเวลาพนักงาน( Access Control with Proximity Card )
ระบบ Access Control เป็นระบบที่ควบคุมการเข้า หรือ ออก อัตโนมัติ โดยใช้บัตรเป็น อุปกรณ์สำหรับเข้าผ่าน โดยที่เครื่องควบคุม จะประกอบด้วย ส่วน 2 ส่วน หลักคือ ส่วนควบคุม (Controller) การทำงาน และส่วนของ หัวอ่านบัตร (Reader) โดยเครื่องควบคุมจะอ่านข้อมูลในบัตร หากข้อมูลถูกต้อง
ก็จะส่งคำสั่งให้ อุปกรณ์อื่นๆ เช่น ตัวล็อค ให้คลาย หรือปลดล็อค และเซ็นเซอร์อื่นๆ เช่นตัวดักจับกันงัด ตัวดักจับ ควันไฟ ดักจับความร้อน ดักจับการเคลื่อนไหว หรือแม้แต่ เปิด-ปิด ไฟฟ้าแสงสว่าง ให้ทำงานต่อไปและหากข้อมูลบัตร ไม่ถูกต้อง อุปกรณ์ต่างๆ ก็ไม่ทำงาน
จึงไม่สามารถเข้าผ่านได้บัตร ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับเข้า-ผ่าน มี 2 ชนิด คือ บัตร แถบแม่เหล็ก (Magnetic Card)และ บัตร ความถี่ (Proximity Card) รายละเอียดของบัตร มีอธิบายที่หมวด Accessories
ส่วนประกอบทั่วไปของเครื่องควบคุมการเข้าออกโดยใช้บัตร
หัวอ่านบัตร (Head Reader)
เป็นส่วนอ่านและรับข้อมูลจาก บัตร และส่งข้อมูลไปยังส่วนควบคุม ส่วนควบคุม (Controller) มีลักษณะเป็น แผ่นปริ้นหรือ Main Board มีไอซี เป็นตัวทำงานตามคำสั่ง โดยจะตรวจเช็คข้อมูลบัตรที่รับมาจากส่วน หัวอ่านบัตร หากข้อมูลถูกต้องตรงกับที่โปรแกรมไว้ ส่วนควบคุมนี้ ก็จะสั่งให้ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ต่อเชื่อมให้ทำงานตามฟังก์ชั่นที่กำหนด
Housing หมายถึง พื้นผิววัสดุภายนอก ทำจากเหล็กหนา ชุบโครเมี่ยมกันสนิม (สำหรับ Magnetic ) และทำจาก PVC ( สำหรับ Proximity ) คีย์แพ็ด (Keypad ) เป็นอุปกรณ์รับข้อมูล หรือรับการโปรแกรมการทำงานต่างๆ มีลักษณะเป็นแผ่นจากยางมีความเหนี่ยว และ คงทน หมายเหตุ ส่วนประกอบดังกล่าว หากหมดอายหรือเสื่อมอายุการใช้งาน สามารถเปลี่ยนใหม่ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งเครื่อง
ลักษณะการทำงานของเครื่องในแบบต่างๆ
1. เครื่องควบคุม ( Controller ) สำหรับบัตร แถบแม่เหล็ก ( Access Control with Magnetic Striper Reader )
2. เครื่องควบคุม ( Controller ) สำหรับบัตร ความถี่ ( Access Control with Proximity Card )
3. เครื่องควบคุม ( Controller ) สำหรับบัตร ความถี่ ใช้สำหรับลงเวลาพนักงาน( Access Control with Proximity Card )
ป้ายกำกับ:
กล้องวงจรปิด,
เครื่องโปรเจคเตอร์,
โปรเจคเตอร์,
CCTV,
Projector
การออกแบบระบบโทรทัศน์วงจรปิด
ชนิดของกล้อง กล้องวงจรปิดมีหลายชนิดหลายแบบ โดยแบบได้คร่าว ๆ ดังนี้
1. กล้องแบบ CS MOUNT เป็นกล้องที่ต้องใช้เลนส์ต่อกับกล้อง ทำให้เกิดภาพ ข้อดี คือ ภาพจะชัด เพราะเลนส์ที่ใช้เป็นเลนส์มาตรฐานขนาดใหญ่
2. กล้องแบบโดม เหมาะสำหรับสถานที่ที่ต้องการความสวยงามหรือไม่ต้องการให้สังเกตเห็นว่ามีการติดตั้งกล้องวงจรปิด
ความละเอียดของภาพ (RESOLUTION)
กล้องที่ให้ภาพจะชัดเจนหรือไม่ขึ้นอยู่กับชนิดของแผ่นรับภาพ CCD ซึ่งแบบได้ 2 แบบ คือ
1. NORMAL RESOLUTON เป็นแบบที่มีความละเอียดของภาพปกติ ประมาณ 330 - 380 TV LINE
2. HIGN RESOLUTION เป็นแบบที่มีความละเอียดของภาพสูงประมาณ 400 - 550 TV LINE หมายเหตุ กล้องที่มีความละเอียดของภาพสูงจะมีราคาสูงตามไปด้วย
ความสามารถในการรับแสง (ILLUMINATION) กล้องที่มีความสามารถในการรับแสงต่ำ (LUX) จะสามารถใช้ในสถานที่ที่มีความสว่างน้อย (ในที่มืด) ได้ และราคาจะสูงตามไปด้วย
หลักการทำงานของเลนส์
เลนส์จะตัวรวมแสงให้ภาพตกกระทบที่ แผ่นรับภาพ CCD โดยมี IRIS , (ช่อง ให้แสงผ่าน) เป็นตัวกำหนดให้ภาพที่เกิดมีความเข้มของแสงตามต้องการ ถ้าในที่มีแสงมาก IRIS จะต้องเปิดน้อย ถ้าในที่มืดจะต้องเปิด IRIS ให้กว้างที่สุด
ชนิดของเลนส์
1. FIX IRIS IRIS ของเลนซ์จะไม่สามารถปรับได้ ทำให้จะต้องใช้ในสถานที่ภายในอาคาร ที่มีแสงสว่างคงที่ตลอดเวลา
2. MANUAL IRIS IRIS ของเลนส์จะสามารถปรับได้ด้วยช่างเทคนิคที่ติดตั้งกล้อง เหมาะสำหรับงานในอาคารที่มีความสว่างในแต่ละห้องไม่เท่ากัน สามารถปรับแสงให้เหมาะสมในแต่ละห้องได้
3. AUTO IRIS เป็นเลนส์ที่ IRIS จะปรับขนาดการรับแสงเอง โดยอัตโนมัติขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงที่ตกกระทบเลนส์ เหมาะสำหรับติดตั้งนอกอาคารที่ความสว่าง เปลี่ยนตามแสงอาทิตย์
เครื่องแบ่งภาพ MULTIPLEXER เครื่องบันทึกภาพ ประกอบด้วย
1. MULTIPLEXER (เครื่องแบ่งภาพ) ใช้ต่อกับกล้องได้ 4 ตัว, 8 ตัว และ 16 ตัว
2. TIMELAPSE RECORDER (เครื่องบันทึกภาพ) ใช้บันทึกภาพด้วยเทป มีแบบ 24 ชั่วโมง 96 ชั่วโมง, 196 ชั่วโมง, 960 ชั่วโมง
ใช้แสดงภาพ แบบใช้ HARDDISK (DVR) บันทึกภาพลง HARDDISK แบ่งได้ 3 ประเภท
1. แบบ CARD เป็น CARD ที่สามารถต่อกล้องได้ 4, 8, 16 ตัว โดยจะต้องใช้ COMPUTER
2. แบบ STANDALONE เป็นแบบ ที่ประกอบ COMPUTER มาจากโรงงานโดยตรงเป็นแบบ PC BASE
3. แบบ STAND ALONE NON PC เป็นแบบ อุปกรณ์ประกอบจากโรงงานทั้งชุดและไม่ใช้โปรแกรม WINDOW (NON PC)
ป้ายกำกับ:
กล้องวงจรปิด,
เครื่องโปรเจคเตอร์,
โปรเจคเตอร์,
CCTV,
Projector
อุปกรณ์เสริม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของระบบโทรทัศน์วงจรปิด
(Related Accessories for CCTV System)
เครื่องหุ้มกล้อง / กล่องหุ้มกล้อง (Camera Housing)
เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้กล้องโทรทัศน์วงจรปิด มีความคงทนต่อสภาวะอากาศ สิ่งแวดล้อมต่างๆ สามารถที่จะนำกล้องโทรทัศน์วงจรปิดไปติดตั้งใช้งานได้ทุกสถานที่ตามความต้อง การ เพราะว่า เครื่องหุ้มกล้อง / กล่องหุ้มกล้อง มีหลายชนิด หลายแบบ ให้เลือกใช้ได้ตามความต้องการ เช่น บางชนิด มีพัดลมช่วยระบายอากาศ ทั้งภายในและภายนอก (ระหว่างตัวกล่องหุ้มกล้องกับแผงกันแดด Sunshield ) บางรุ่นมีที่ปัดน้ำฝน บางชนิดมีระบบการระบายความร้อนด้วยน้ำ เพื่อติดตั้งกล้องบริเวณที่มีความร้อนสูงๆ เช่นหน้าเตาเผาโลหะ ฯ บางชนิดมีการปิดผนึกอย่างดี สามารถป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองเข้าไปภายในได้ บางชนิดสร้างด้วยโลหะพิเศษ เช่น Stainless-Steel เพื่อทนทานต่อการกัดกร่อนโลหะ(Corrosionproof)
บางชนิดออกแบบมาเพื่อใช้ในงานอุตสาหกรรมน้ำมันโดยเฉพาะ สามารถที่จะป้องกันประกายไฟ-ไม่ให้ออกไปภายนอกกล่องหุ้มกล้องได้ เรียกว่า Flameproof หรือบางประเทศเรียก Explosionproof เพื่อป้องกันไม่ให้ประกายไฟ ที่อาจจะเกิดขึ้นภายในกล่องหุ้มกล้องออกไปทำความเสียหายให้กับงานอุตสาหกรรม น้ำมันซึ่ง สภาวะอากาศเต็มไปด้วยไอของน้ำมันที่พร้อมจะติดไฟ การเลือกใช้กล่องหุ้มกล้องนอกจากสภาวะภายนอกแล้ว จะต้องคำนึงจึงภายในตัวกล่องหุ้มกล้อง ซึ่งจะมีกล้องและเลนส์ติดตั้งอยู่ จะต้องมีขนาดพอเหมาะ ควรจะให้มีขนาดใหญ่ไว้สักเล็กน้อยเพื่อให้อากาศภายใน สามารถหมุนเวียนได้ เป็นการช่วยระบายความร้อนให้กับกล้องได้ส่วนหนึ่ง.
ฐานกล้องหมุนส่ายซ้าย/ขวา - ก้มเงยได้ (Pan & Tilt unit)
เป็นอุปกรณ์ที่เพิ่มประสิทธิภาพให้กล้อง สามารถที่จะเปลี่ยนได้หลายทิศทาง ทั้งมุมต่ำ และมุมสูง เช่น กล้องที่ติดตั้งอยู่กับ Pan & Tilt unit ติดตั้งบนเสามีความสูงประมาณ ๑๐ เมตร สามารถที่จะปรับมุมก้มเพื่อจะดูวัตถุ หรือคนที่อยู่บนพื้นดิน ซึ่งมีระดับต่ำกว่าตำแหน่งที่ติดตั้งกล้อง หรือมุมเงยเพื่อมองไปยังอาคารที่สูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นทิศทางตรงด้านหน้าหรือจะหมุนไป ยังทิศทางอื่นๆ ก็สามารถทำได้
การพิจารณาเลือกใช้ Pan & Tilt unit ควรเลือกให้เหมาะสมกับงาน เพื่อเป็นประหยัดเงิน และอื่นๆ เช่น ติดตั้งภายในอาคารสำนักงาน สภาพแวดล้อมปกติ ก็ควรใช้ Pan & Tilt unit ธรรมดาสำหรับที่ใช้ภายในอาคาร แต่ถ้าเป็นภายในอาคารของโรงงานอุตสาหกรรม จะต้องพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ ประกอบด้วย เช่น มีฝุ่นละอองมากกว่าปกติ มีการกัดกร่อนของโลหะสูง ก็มีความจำเป็นที่ต้องใช้ Pan & Tilt unit ที่มีคุณสมบัติพิเศษ ให้เหมาะสมกับสภาพของสถานที่นั้นๆ ซึ่งอาจจะมีราคาค่อนข้างสูงจนถึงสูงมาก การติดตั้งภายนอกอาคาร ถ้าเป็นสถานที่สภาพแวดล้อมทั่วไปของท้องถิ่น (ประเทศไทย) ก็ใช้ Pan & Tilt unit
สำหรับติดตั้งภายนอกอาคารที่มีความสามารถทนทนต่อแดดและฝนได้ก็เพียง พอแล้ว แต่ถ้าเป็นภายนอกอาคารแต่อยู่ในบริเวณโรงงานอุตสาหกรรม ก็จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมและองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย เช่น ภายในบริเวณโรงกลั่นน้ำมัน สภาวอากาศจะเต็มไปด้วย ก๊าซ และ/หรือ ไอน้ำมัน ซึ่งเป็นสิ่งไวไฟ ง่ายต่อการติดไฟ จึงมีความจำเป็นจะต้องใช้ Pan & Tilt unit (และอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ) ที่มีการออกแบบมาเฉพาะสามารถป้องกันไม่ให้ประกายไฟ ที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการทำงานของอุปกรณ์ภายใน Pan & Tilt unit ออกไปภายนอกได้ อาจจะเป็นสาเหตุของการติดไฟ ทำให้เกิดไฟไหม้ หรือการระเบิด Pan & tilt unit ชนิดนี้จะต้องสามารถป้องกันประกายไฟ (Flameproof) ยุโรป หรือป้องกันการระเบิด (Explosionproof) สหรัฐฯ (ซึ่งมีลักษณะของการใช้งานอย่างเดียวกัน แต่เรียกชื่อต่างกัน)
การเลือกใช้ Pan & Tilt unit นอกจากเรื่องสถานที่ติดตั้งแล้ว จะต้องพิจารณาต่อไปด้วยว่า อุปกรณ์ที่จะใช้งานร่วมกับ Pan & Tilt unit นอกจากกล้องกับเลนส์ จะมีอุปกรณ์อื่นเพิ่มเติม เพราะว่าถ้ามีอุปกรณ์ประกอบมาก น้ำหนักก็จะต้องมากตามไปด้วย จำเป็นที่ต้องใช้ Pan & Tilt unit ที่สามารถจะรับน้ำหนักได้ทั้งหมด จะทำให้มีขนาดใหญ่ และราคาแพง Pan & Tilt unit บางชนิดสามารถที่หมุนได้รอบตัวได้ โดยที่ไม่ต้องหมุนกลับ (เพราะติดสายไฟ) บางชนิดมีวงจรความจำตำแหน่ง (Preset Function) ควรจะพิจารณาว่าสามารถเสริมพิเศษของ Pan & Tilt unit มีความจำเป็นเพียงใด เพราะราคาก็จะต้องสูงไปตามคุณสมบัติที่เพิ่มขึ้น นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว Pan & Tilt unit ยังมีอีกหลายแบบ เช่น บางแบบสามารถที่จะนำไปติดตั้งใต้น้ำได้ เป็นต้น
ระบบไฟฟ้าภายในของ Pan & Tilt unit ต้องเป็นระบบไฟฟ้าชนิดเดียวกันกับ เครื่อง/ตัว ควบคุมการทำงาน เช่น 24 V.DC , 24 V.AC , 115 V.AC หรือ 220 V.AC เป็นต้น ถ้าใช้ระบบไฟฟ้าที่แตกต่างกัน จะทำให้ Pan & Tilt unit ไม่ทำงาน หรือ ชำรุดเสียหายได้ ถ้าระบบการส่งสัญญาณควบคุมของ Pan & Tilt unit เป็นการส่งแบบการผสม หรือฝากไปกับสัญญาณอื่นๆ เช่น ระบบ Digital , Microcomputer-Base เป็นต้น จะต้องมีการแปลงหรือแยกสัญญาณควบคุมฯ ออกจากสัญญาณที่เป็นตัวรับฝาก อุปกรณ์นี้เรียกว่า Receiver unit หรือ Driver unit หรือมีชื่อเป็นอย่างอื่น ตามแต่ผู้ผลิตจะเรียก
ป้ายกำกับ:
กล้องวงจรปิด,
เครื่องโปรเจคเตอร์,
โปรเจคเตอร์,
CCTV,
Projector
เครื่องบันทึกภาพ ( Video Recorder)
เครื่อง บันทึกภาพรุ่นแรกๆ ที่ใช้ในระบบโทรทัศน์วงจรปิด จะเป็นชนิดจานม้วน (Reel) ขนาด 3/4 นิ้ว และขนาด 1/2 นิ้ว ต่อมาพัฒนาเป็นชนิดตลับ (Cassette) ก็ยังคงใช้ขนาด 3/4 นิ้วอยู่ จนมีการพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงเป็นขนาด 1/2 นิ้ว ในอดีตเทปชนิดตลับมีอยู่ 2 ระบบ คือ Betamax ของบริษัท โซนี่ และ VHS ของบริษัท JVC ต่อมาในปัจจุบันคงเหลือแต่ระบบ VHS เท่านั้นได้มีการพัฒนาเป็น S-VHS เพื่อที่จะให้ได้คุณภาพของสีที่ดีกว่าเดิม ในปัจจุบันนี้พยายามที่จะทำการบันทึกภาพลงในแผ่นแม่เหล็กของคอมพิวเตอร์ ให้ได้ดีเท่ากับหรือดีกว่า ที่ใช้บันทึกด้วยเทปชนิดตลับ
เครื่องบันทึกภาพเป็นอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นสำหรับระบบโทรทัศน์วงจร ปิดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าสามารถจะเก็บภาพต่างๆไว้เป็นหลักฐานอ้างอิงในภายหลังได้ เครื่องบันทึกภาพทั่วไปจะบันทึกภาพได้ตามความยาวของเนื้อเทปที่ใช้ เช่น เนื้อเทปมีความยาว ๑๘๐ นาที ก็จะสามารถบันทึกได้ 180 นาที ในระบบ Standard Play และจะมีความยาวเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่า ถ้าบันทึกด้วยระบบ Long Play
เครื่องบันทึกภาพส่วนมากที่นิยมใช้ในระบบโทรทัศน์วงจรปิด จะเป็นชนิดหน่วงเวลา (Time-Lapse) โดยที่ใช้ม้วนเทปความยาวเพียง 180 นาที แต่สามารถที่จะบันทึกได้ตั้งแต่ 3 ชั่วโมง 12 ชั่วโมง 72 ชั่วโมง ไปจนถึง 960 ชั่วโมง แต่การบันทึกภาพที่ใช้เวลายาวนานแบบนี้ ภาพที่ได้จะไม่ต่อเนื่อง ยิ่งใช้เวลานานมากขึ้นเท่าใด ความต่อเนื่องของภาพก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ การตั้งระยะเวลายาวๆ เหมาะกับการใช้งานในบางกรณีเท่านั้น เช่น ใช้ร่วมกับระบบเตือนภัย เป็นต้น.
ตารางแสดงเวลาการเดินของเทปและภาพที่ได้
* ในบางรุ่น บางผู้ผลิต จะได้ภาพต่อเนื่อง
เครื่องบันทึกภาพเป็นอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นสำหรับระบบโทรทัศน์วงจร ปิดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าสามารถจะเก็บภาพต่างๆไว้เป็นหลักฐานอ้างอิงในภายหลังได้ เครื่องบันทึกภาพทั่วไปจะบันทึกภาพได้ตามความยาวของเนื้อเทปที่ใช้ เช่น เนื้อเทปมีความยาว ๑๘๐ นาที ก็จะสามารถบันทึกได้ 180 นาที ในระบบ Standard Play และจะมีความยาวเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่า ถ้าบันทึกด้วยระบบ Long Play
เครื่องบันทึกภาพส่วนมากที่นิยมใช้ในระบบโทรทัศน์วงจรปิด จะเป็นชนิดหน่วงเวลา (Time-Lapse) โดยที่ใช้ม้วนเทปความยาวเพียง 180 นาที แต่สามารถที่จะบันทึกได้ตั้งแต่ 3 ชั่วโมง 12 ชั่วโมง 72 ชั่วโมง ไปจนถึง 960 ชั่วโมง แต่การบันทึกภาพที่ใช้เวลายาวนานแบบนี้ ภาพที่ได้จะไม่ต่อเนื่อง ยิ่งใช้เวลานานมากขึ้นเท่าใด ความต่อเนื่องของภาพก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ การตั้งระยะเวลายาวๆ เหมาะกับการใช้งานในบางกรณีเท่านั้น เช่น ใช้ร่วมกับระบบเตือนภัย เป็นต้น.
ตารางแสดงเวลาการเดินของเทปและภาพที่ได้
| ระยะเวลาที่บันทึก(ชั่วโมง) | ภาพ/วินาที | ภาพที่ได้ |
| 3 | 25.0 | ภาพต่อเนื่อง |
| 6 | 12.5 | ภาพต่อเนื่อง |
| 12 | 6.25 | ภาพต่อเนื่อง |
| 24 | 3.12 | ไม่ต่อเนื่อง * |
| 48 | 1.56 | ไม่ต่อเนื่อง |
| 72 | 1.04 | ไม่ต่อเนื่อง |
| 120 | 0.62 | ไม่ต่อเนื่อง |
| 168 | 0.44 | ไม่ต่อเนื่อง |
| 240 | 0.31 | ไม่ต่อเนื่อง |
| 360 | 0.20 | ไม่ต่อเนื่อง |
| 480 | 0.15 | ไม่ต่อเนื่อง |
| 960 | 0.07 | ไม่ต่อเนื่อง |
ป้ายกำกับ:
กล้องวงจรปิด,
เครื่องโปรเจคเตอร์,
โปรเจคเตอร์,
CCTV,
Projector
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
