วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กล้องวงจรปิดติดตั้งยากไหม ควรซื้อกล้องวงจรปิดไปติดตั้งเองดี หรือ ไม่

การติดตั้งกล้องวงจรปิด ไม่ควรซื้อไปติดตั้งเอง ควรจะให้เจ้าหน้า หรือ ช่างผุ้ชำนาญเฉพาะทางเป็น
เป็นคนติดตั้งให้จะดีกว่า การซื้อกล้องวงจรปิดไปติดตั้งเอง ถ้าขาดความรู้เทคนิคในการติดตั้ง อาจจะ
ทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ไฟไหม้ หรือ เกิดความผิดพลาดต่างๆในการติดตั้งได้ การแก้ไขปัญหาของ
อุปกรณ์กล้องวงจรปิดก็ทำได้ยาก เพราะขาดความรู้ความชำนาญเฉพาะทาง แนะนำว่าให้ใช้บริการ
กับบริษัทที่ จำหน่าย ติดตั้งกล้องวงจรปิด โดยเฉพาะจะดีกว่า เพราะบริษัทที่รับติดตั้ง มีประสบการณ์
ในการติดตั้งกล้องวงจรปิดมายาวนาน ถ้าคุณคิดว่าแค่ ช่างไฟ ช่าง UBC หรือ ช่างเดินสายโทรศัพท์
ก็สามารถติดตั้งได้ คุณคิดผิดแล้ว!!! บุคคลพวกนี้อาจติดตั้งได้จริง แต่อาจติดตั้งแบบผิดวิธี บุคคล
พวกนี้ไม่มีประสบการณ์ในการติดตั้งกล้องวงจรปิดมา ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ ฉนั้น
ทางที่ดีที่สุดควรให้ บริษัทจำหน่าย ติดตั้งกล้องวงจรปิด เป็นคนติดตั้งให้ดีกว่า และ บริษัทยังมีบริการ
หลังการขาย เซอร์วิสฟรี ถึงสถานที่ตลอด 1 ปีเต็มอีกด้วย ขอแนะนำว่า ถ้าซื้อ กล้องวงจรปิดจาก
บริษัทไหนมา ก็ควรจะให้บริษัทนั้นเป็นคนติดตั้งให้จะดีที่สุด จะได้บริการได้อย่างเต็มที่ทั้งตัวอุปกรณ์
อะไหล่ต่างๆ และ การติดตั้ง การซื้อกล้องวงจรปิดจากอีกบริษัทนึงมา ให้อีกบริษัทนึงติดตั้งให้ อาจ
จะทำให้ได้รับการบริการหลังการขายได้ไม่เต็มที่

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กล้องวงจรปิด (CCTV) คืออะไร

กล้องวงจรปิด (CCTV) ย่อมาจาก Closed-circuit television ซึ่งจะทำหน้าที่รับภาพที่ปรากฏอยู่ และทำการแปลงเป็นสัญญาณ และทำการส่งสัญญาณดังกล่าว ไปในจุดที่ต้องการในลักษณะ point to point ซึ่งตัวรับภาพของกล้องวงจรปิดนั้น แบ่งได้เป็น 2 แบบ
1. CMOS (ซีมอส) ซึ่งจะใช้กับกล้องวงจรปิดที่มีราคาถูก คุณภาพต่ำ
2. CCD (ซีซีดี) จะใช้กับกล้องวงจรปิดที่มีคุณภาพปานกลาง-สูง ซึ่งในกล้องวงจรปิด
*ในปัจจุบันนี้ได้เลือกใช้ CCD Sensor ทั้งหมดแล้ว เนื่องจากราคาของ CCD Sensor ได้ลดลงมากแล้ว
ซึ่งหากแบ่งตามรูปทรงการใช้งานนั้น จะสามารถแบ่งได้หลัก ๆ ดังนี้
1.กล้องวงจรปิดแบบโดม (Dome CCTV)
ซึ่งก็มีทั้งแบบ indoor , outdoor ซึ่งเหมาะสมติดตั้งในจุดที่ต้องการความเรียบร้อย และสวยงาม เนื่องจากจะดูกลมกลืน ไม่เกะกะสายตา

2.กล้องวงจรปิดแบบ C/CS Mount (C/CS Mount CCTV)
ซึ่งมีแบบ indoor เท่านั้น โดยสามารถติดตั้งในกล่องกันฝน เพื่อใช้งาน outdoor ได้เช่นกัน และกล้องวงจรปิดชนิดนี้สามารถเปลี่ยน Lens เพื่อให้เหมาะสมกับ การใช้งานได้หลากหลาย เช่น เลนส์มุนกว้าง , มุมแคบ , ชนิดปรับลดแสงอัตโนมัติ (auto iris)

3.กล้องวงจรปิดแบบอินฟราเรด (infrared CCTV)
ซึ่งมีทั้งแบบ indoor , outdoor โดยจะทำในหลายรูปแบบ เช่น infrared dome CCTV , Built-in Lens infrared CCTV โดยกล้องวงจรปิดแบบนี้มีจุดเด่นที่สามารถรับ ภาพได้แม้ในที่มืดสนิท (0 Lux)

ที่มา http://www.admininfotech.com/News/TCH_cctv-mean.html
http://www.multiple.co.th/


อุปกรณ์ตรวจสอบอาวุธและวัตถุระเบิด

X-ray Technology หลักการพื้นฐานของเครื่อง X-ray
X-ray machine ใช้หลักการพื้นฐานของรังสี X-ray ทะลุผ่านวัตถุที่ต้องการตรวจสอบ ให้รังสีมาตกกระทบที่แผง Detector
จากนั้นนำคุณสมบัติที่เปลี่ยนแปลงไปของรังสีหลังจากที่ได้ผ่านวัตถุ แล้วมาประมวลผล จากนั้นส่งเข้าไปยังส่วน Super Computer ประสิทธิภาพสูง คำนวณผลพร้อมจำลองรูปทรงของวัตถุแสดงผลที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อไป ทำงาน

รูปที่ 1 พื้นฐานการทำงานของเครื่อง X-ray


X-ray machine รู้ได้อย่างไรว่าวัตถุที่ทำการตรวจสอบนั้นคืออะไร
วัตถุทุกอย่างจะมีส่วนประกอบที่เล็กๆ ที่เรียกว่า อะตอม อยู่ภายในวัตถุ โดยแต่ละวัตถุจะประกอบด้วยอะตอมของะธาตุแตกต่างกันทำให้วัตถุมีค่าคุณสมบัติ ทางเคมีแตกต่างกันไป X-ray machine ใช้หลักการนี้มาทำการแยกชนิดของวัตถุออกจากกัน
แผง Detector ของ X-ray นอกจากจะทำการจำลองรูปทรงของวัตถุแล้ว ยังมีส่วนในการแยกแยะชนิดของวัตถุอีกด้วย ข้อมูลทางเคมีที่ได้จากแผง Detector ถูกแปลงเป็นข้อมูลทางคณิตศาสตร์ส่งไปยัง Super Computer ประมวลผล ทำให้เรารู้ชนิดของวัตถุเบื้องต้นได้
โดยในอดีต X-ray machine ใช้เทคโนโลยีแบบ " Single Energy Detector " สามารถรู้เพียงค่า ความหนาแน่นของวัตถุ (Density) ซึ่งอาจจะระบุชนิดของวัตถุได้ไม่ชัดเจนเพราะวัตถุต่างชนิดกัน อาจมีความหนาแน่นของวัตถุใกล้เคียงกัน
ตัวอย่างเช่น พลาสติกธรรมดา กับ โคเคนที่เป็นยาเสพติด มีค่าความ ความหนาแน่นใกล้เคียงกันมากอาจทำให้ตรวจสอบเข้าใจว่า โคเคนที่ลอบบรรจุมาเป็นเพียงพลาสติกธรรมดาก็ได้ ในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีชนิด " Dual Energy Detector " ทำให้เราสามารถรู้ค่า ความหนาแน่นของวัตถุ (Density) และค่า อะตอมมิคนัมเบอร์ ( Zeff ))) ทำให้เราสามารถแยกแยะวัตถุได้อย่างแม่นยำและแจ้งผลอัตโนมัติ

เราสามารถแบ่งเครื่อง X-ray ได้เป็น 4 แบบ
1. Conventional X-ray Systems
2. Automated X-ray Systems
3. C.T. X-ray Systems
4. Cargo X-ray Systems

1. Conventional X-ray System
ออกแบบมาเพื่อตรวจสอบอาวุธ เช่น มีด ปืน และสิ่งน่าสงสัย ที่สามารถมองเห็นได้จากจอคอมพิวเตอร์ของเครื่อง X-ray
ไม่เหมาะสำหรับการตรวจสอบวัตถุระเบิดหรือยาเสพติดแบบอัตโนมัติ
ใช้สำหรับตรวจสอบวัตถุแบบพกพา เช่น กระเป๋าเอกสาร กระเป๋าเดินทาง หีบห่อพกพา กระเป๋าถือ ถุงเอกสาร และจดหมาย
เหมาะกับติดตั้งในตึกชุมชนขนาดใหญ่ เช่น โรงเรียน สำนักงานธุรกิจต่างๆ ไปรษณีย์ เป็นต้น
มีราคาถูก

2. Automated X-ray Systems
ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการตรวจสอบวัตถุระเบิดแบบอัตโนมัติ
ใช้เทคโนโลยีแบบ Dual Energy Detector
มีประสิทธิภาพสูงและคุณภาพของภาพดีมาก
ใช้สำหรับตรวจสอบวัตถุแบบพกพา เช่น กระเป๋าเอกสาร กระเป๋าเดินทาง หีบห่อพกพา กระเป๋าถือ ถุงเอกสาร และจดหมาย
เหมาะ กับการติดตั้งในตึกชุมชนขนาดใหญ่ และองค์การทางด้านขนส่ง เช่น ตลาดหลักทรัพย์ สนามบิน สำนักงานธุรกิจ สำนักงานขนส่งสินค้าต่างๆ
สามารถ ต่อเข้ากับระบบ " Inline Screening System" เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพ ให้กับองค์กรที่มีวัตถุที่ต้องการตรวจสอบเป็นจำนวนมาก เช่น สนามบินนานาชาติ เป็นต้น

3. C.T. X-ray Systems
มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบระเบิดสูงสุด
สามารถตรวจสอบระเบิดชนิด Sheet explosive ที่ยากแก่การตรวจสอบได้เป็นอย่างดี
แสดงผลภาพแบบ 3 ทิศทาง (บน , หน้า และ ข้าง)
สามารถต่อเข้ากับระบบ " Inline Screening System" ในส่วนที่ต้องการความถูกต้องแม่นยำในการตรวจสอบสูงสุด
อัตราการใส่วัตถุเข้าตรวจสอบน้อยเพราะต้องการความถูกต้องแม่นยำมาก
เครื่องมีราคาแพง

4. Cargo X-ray Systems
ออก แบบมาเพื่อตรวจสอบกล่องส่งสินค้าขนาดใหญ่ หรือ ตู้คอนเทรนเนอร์ ในสถานที่ขนส่งขนาดใหญ่ เช่น คลังสินค้าสนามบินนานาชาติ ท่าเรือ เป็นต้น
มีทั้งแบบเป็นอาคารสำหรับตรวจสอบ และแบบรถเคลื่อนที่เพื่อความสะดวก
ใช้พลังงานจาก X-ray source มาก สามารถมองทะลุวัตถุที่หนาๆมากได้
มีราคาแพงมาก

Access Control Sestem

Access Control Sestem
ระบบ Access Control เป็นระบบที่ควบคุมการเข้า หรือ ออก อัตโนมัติ โดยใช้บัตรเป็น อุปกรณ์สำหรับเข้าผ่าน โดยที่เครื่องควบคุม จะประกอบด้วย ส่วน 2 ส่วน หลักคือ ส่วนควบคุม (Controller) การทำงาน และส่วนของ หัวอ่านบัตร (Reader) โดยเครื่องควบคุมจะอ่านข้อมูลในบัตร หากข้อมูลถูกต้อง
ก็จะส่งคำสั่งให้ อุปกรณ์อื่นๆ เช่น ตัวล็อค ให้คลาย หรือปลดล็อค และเซ็นเซอร์อื่นๆ เช่นตัวดักจับกันงัด ตัวดักจับ ควันไฟ ดักจับความร้อน ดักจับการเคลื่อนไหว หรือแม้แต่ เปิด-ปิด ไฟฟ้าแสงสว่าง ให้ทำงานต่อไปและหากข้อมูลบัตร ไม่ถูกต้อง อุปกรณ์ต่างๆ ก็ไม่ทำงาน
จึงไม่สามารถเข้าผ่านได้บัตร ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับเข้า-ผ่าน มี 2 ชนิด คือ บัตร แถบแม่เหล็ก (Magnetic Card)และ บัตร ความถี่ (Proximity Card) รายละเอียดของบัตร มีอธิบายที่หมวด Accessories

ส่วนประกอบทั่วไปของเครื่องควบคุมการเข้าออกโดยใช้บัตร

หัวอ่านบัตร (Head Reader)
เป็นส่วนอ่านและรับข้อมูลจาก บัตร และส่งข้อมูลไปยังส่วนควบคุม ส่วนควบคุม (Controller) มีลักษณะเป็น แผ่นปริ้นหรือ Main Board มีไอซี เป็นตัวทำงานตามคำสั่ง โดยจะตรวจเช็คข้อมูลบัตรที่รับมาจากส่วน หัวอ่านบัตร หากข้อมูลถูกต้องตรงกับที่โปรแกรมไว้ ส่วนควบคุมนี้ ก็จะสั่งให้ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ต่อเชื่อมให้ทำงานตามฟังก์ชั่นที่กำหนด
Housing หมายถึง พื้นผิววัสดุภายนอก ทำจากเหล็กหนา ชุบโครเมี่ยมกันสนิม (สำหรับ Magnetic ) และทำจาก PVC ( สำหรับ Proximity ) คีย์แพ็ด (Keypad ) เป็นอุปกรณ์รับข้อมูล หรือรับการโปรแกรมการทำงานต่างๆ มีลักษณะเป็นแผ่นจากยางมีความเหนี่ยว และ คงทน หมายเหตุ ส่วนประกอบดังกล่าว หากหมดอายหรือเสื่อมอายุการใช้งาน สามารถเปลี่ยนใหม่ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งเครื่อง

ลักษณะการทำงานของเครื่องในแบบต่างๆ
1. เครื่องควบคุม ( Controller ) สำหรับบัตร แถบแม่เหล็ก ( Access Control with Magnetic Striper Reader )
2. เครื่องควบคุม ( Controller ) สำหรับบัตร ความถี่ ( Access Control with Proximity Card )
3. เครื่องควบคุม ( Controller ) สำหรับบัตร ความถี่ ใช้สำหรับลงเวลาพนักงาน( Access Control with Proximity Card )

การออกแบบระบบโทรทัศน์วงจรปิด

การเลือกชนิดของกล้องวงจรปิด
ชนิดของกล้อง กล้องวงจรปิดมีหลายชนิดหลายแบบ โดยแบบได้คร่าว ๆ ดังนี้
1. กล้องแบบ CS MOUNT เป็นกล้องที่ต้องใช้เลนส์ต่อกับกล้อง ทำให้เกิดภาพ ข้อดี คือ ภาพจะชัด เพราะเลนส์ที่ใช้เป็นเลนส์มาตรฐานขนาดใหญ่
2. กล้องแบบโดม เหมาะสำหรับสถานที่ที่ต้องการความสวยงามหรือไม่ต้องการให้สังเกตเห็นว่ามีการติดตั้งกล้องวงจรปิด

ความละเอียดของภาพ (RESOLUTION)
กล้องที่ให้ภาพจะชัดเจนหรือไม่ขึ้นอยู่กับชนิดของแผ่นรับภาพ CCD ซึ่งแบบได้ 2 แบบ คือ
1. NORMAL RESOLUTON เป็นแบบที่มีความละเอียดของภาพปกติ ประมาณ 330 - 380 TV LINE
2. HIGN RESOLUTION เป็นแบบที่มีความละเอียดของภาพสูงประมาณ 400 - 550 TV LINE หมายเหตุ กล้องที่มีความละเอียดของภาพสูงจะมีราคาสูงตามไปด้วย
ความสามารถในการรับแสง (ILLUMINATION) กล้องที่มีความสามารถในการรับแสงต่ำ (LUX) จะสามารถใช้ในสถานที่ที่มีความสว่างน้อย (ในที่มืด) ได้ และราคาจะสูงตามไปด้วย

เลนส์ (LENS) การเลือกเลนส์ มีความสำคัญในการติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิด

หลักการทำงานของเลนส์
เลนส์จะตัวรวมแสงให้ภาพตกกระทบที่ แผ่นรับภาพ CCD โดยมี IRIS , (ช่อง ให้แสงผ่าน) เป็นตัวกำหนดให้ภาพที่เกิดมีความเข้มของแสงตามต้องการ ถ้าในที่มีแสงมาก IRIS จะต้องเปิดน้อย ถ้าในที่มืดจะต้องเปิด IRIS ให้กว้างที่สุด

ชนิดของเลนส์
1. FIX IRIS IRIS ของเลนซ์จะไม่สามารถปรับได้ ทำให้จะต้องใช้ในสถานที่ภายในอาคาร ที่มีแสงสว่างคงที่ตลอดเวลา
2. MANUAL IRIS IRIS ของเลนส์จะสามารถปรับได้ด้วยช่างเทคนิคที่ติดตั้งกล้อง เหมาะสำหรับงานในอาคารที่มีความสว่างในแต่ละห้องไม่เท่ากัน สามารถปรับแสงให้เหมาะสมในแต่ละห้องได้
3. AUTO IRIS เป็นเลนส์ที่ IRIS จะปรับขนาดการรับแสงเอง โดยอัตโนมัติขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงที่ตกกระทบเลนส์ เหมาะสำหรับติดตั้งนอกอาคารที่ความสว่าง เปลี่ยนตามแสงอาทิตย์

อุปกรณ์ควบคุมและบันทึกภาพ แบบใช้เทป (ANALOG)
เครื่องแบ่งภาพ MULTIPLEXER เครื่องบันทึกภาพ ประกอบด้วย
1. MULTIPLEXER (เครื่องแบ่งภาพ) ใช้ต่อกับกล้องได้ 4 ตัว, 8 ตัว และ 16 ตัว
2. TIMELAPSE RECORDER (เครื่องบันทึกภาพ) ใช้บันทึกภาพด้วยเทป มีแบบ 24 ชั่วโมง 96 ชั่วโมง, 196 ชั่วโมง, 960 ชั่วโมง

จอภาพ (MONITOR, TV)
ใช้แสดงภาพ แบบใช้ HARDDISK (DVR) บันทึกภาพลง HARDDISK แบ่งได้ 3 ประเภท
1. แบบ CARD เป็น CARD ที่สามารถต่อกล้องได้ 4, 8, 16 ตัว โดยจะต้องใช้ COMPUTER
2. แบบ STANDALONE เป็นแบบ ที่ประกอบ COMPUTER มาจากโรงงานโดยตรงเป็นแบบ PC BASE
3. แบบ STAND ALONE NON PC เป็นแบบ อุปกรณ์ประกอบจากโรงงานทั้งชุดและไม่ใช้โปรแกรม WINDOW (NON PC)

อุปกรณ์เสริม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของระบบโทรทัศน์วงจรปิด

อุปกรณ์เสริม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของระบบโทรทัศน์วงจรปิด
(Related Accessories for CCTV System)


เครื่องหุ้มกล้อง / กล่องหุ้มกล้อง (Camera Housing)
เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้กล้องโทรทัศน์วงจรปิด มีความคงทนต่อสภาวะอากาศ สิ่งแวดล้อมต่างๆ สามารถที่จะนำกล้องโทรทัศน์วงจรปิดไปติดตั้งใช้งานได้ทุกสถานที่ตามความต้อง การ เพราะว่า เครื่องหุ้มกล้อง / กล่องหุ้มกล้อง มีหลายชนิด หลายแบบ ให้เลือกใช้ได้ตามความต้องการ เช่น บางชนิด มีพัดลมช่วยระบายอากาศ ทั้งภายในและภายนอก (ระหว่างตัวกล่องหุ้มกล้องกับแผงกันแดด Sunshield ) บางรุ่นมีที่ปัดน้ำฝน บางชนิดมีระบบการระบายความร้อนด้วยน้ำ เพื่อติดตั้งกล้องบริเวณที่มีความร้อนสูงๆ เช่นหน้าเตาเผาโลหะ ฯ บางชนิดมีการปิดผนึกอย่างดี สามารถป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองเข้าไปภายในได้ บางชนิดสร้างด้วยโลหะพิเศษ เช่น Stainless-Steel เพื่อทนทานต่อการกัดกร่อนโลหะ(Corrosionproof)

บางชนิดออกแบบมาเพื่อใช้ในงานอุตสาหกรรมน้ำมันโดยเฉพาะ สามารถที่จะป้องกันประกายไฟ-ไม่ให้ออกไปภายนอกกล่องหุ้มกล้องได้ เรียกว่า Flameproof หรือบางประเทศเรียก Explosionproof เพื่อป้องกันไม่ให้ประกายไฟ ที่อาจจะเกิดขึ้นภายในกล่องหุ้มกล้องออกไปทำความเสียหายให้กับงานอุตสาหกรรม น้ำมันซึ่ง สภาวะอากาศเต็มไปด้วยไอของน้ำมันที่พร้อมจะติดไฟ การเลือกใช้กล่องหุ้มกล้องนอกจากสภาวะภายนอกแล้ว จะต้องคำนึงจึงภายในตัวกล่องหุ้มกล้อง ซึ่งจะมีกล้องและเลนส์ติดตั้งอยู่ จะต้องมีขนาดพอเหมาะ ควรจะให้มีขนาดใหญ่ไว้สักเล็กน้อยเพื่อให้อากาศภายใน สามารถหมุนเวียนได้ เป็นการช่วยระบายความร้อนให้กับกล้องได้ส่วนหนึ่ง.

ฐานกล้องหมุนส่ายซ้าย/ขวา - ก้มเงยได้ (Pan & Tilt unit)
เป็นอุปกรณ์ที่เพิ่มประสิทธิภาพให้กล้อง สามารถที่จะเปลี่ยนได้หลายทิศทาง ทั้งมุมต่ำ และมุมสูง เช่น กล้องที่ติดตั้งอยู่กับ Pan & Tilt unit ติดตั้งบนเสามีความสูงประมาณ ๑๐ เมตร สามารถที่จะปรับมุมก้มเพื่อจะดูวัตถุ หรือคนที่อยู่บนพื้นดิน ซึ่งมีระดับต่ำกว่าตำแหน่งที่ติดตั้งกล้อง หรือมุมเงยเพื่อมองไปยังอาคารที่สูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นทิศทางตรงด้านหน้าหรือจะหมุนไป ยังทิศทางอื่นๆ ก็สามารถทำได้

การพิจารณาเลือกใช้ Pan & Tilt unit ควรเลือกให้เหมาะสมกับงาน เพื่อเป็นประหยัดเงิน และอื่นๆ เช่น ติดตั้งภายในอาคารสำนักงาน สภาพแวดล้อมปกติ ก็ควรใช้ Pan & Tilt unit ธรรมดาสำหรับที่ใช้ภายในอาคาร แต่ถ้าเป็นภายในอาคารของโรงงานอุตสาหกรรม จะต้องพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ ประกอบด้วย เช่น มีฝุ่นละอองมากกว่าปกติ มีการกัดกร่อนของโลหะสูง ก็มีความจำเป็นที่ต้องใช้ Pan & Tilt unit ที่มีคุณสมบัติพิเศษ ให้เหมาะสมกับสภาพของสถานที่นั้นๆ ซึ่งอาจจะมีราคาค่อนข้างสูงจนถึงสูงมาก การติดตั้งภายนอกอาคาร ถ้าเป็นสถานที่สภาพแวดล้อมทั่วไปของท้องถิ่น (ประเทศไทย) ก็ใช้ Pan & Tilt unit

สำหรับติดตั้งภายนอกอาคารที่มีความสามารถทนทนต่อแดดและฝนได้ก็เพียง พอแล้ว แต่ถ้าเป็นภายนอกอาคารแต่อยู่ในบริเวณโรงงานอุตสาหกรรม ก็จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมและองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย เช่น ภายในบริเวณโรงกลั่นน้ำมัน สภาวอากาศจะเต็มไปด้วย ก๊าซ และ/หรือ ไอน้ำมัน ซึ่งเป็นสิ่งไวไฟ ง่ายต่อการติดไฟ จึงมีความจำเป็นจะต้องใช้ Pan & Tilt unit (และอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ) ที่มีการออกแบบมาเฉพาะสามารถป้องกันไม่ให้ประกายไฟ ที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการทำงานของอุปกรณ์ภายใน Pan & Tilt unit ออกไปภายนอกได้ อาจจะเป็นสาเหตุของการติดไฟ ทำให้เกิดไฟไหม้ หรือการระเบิด Pan & tilt unit ชนิดนี้จะต้องสามารถป้องกันประกายไฟ (Flameproof) ยุโรป หรือป้องกันการระเบิด (Explosionproof) สหรัฐฯ (ซึ่งมีลักษณะของการใช้งานอย่างเดียวกัน แต่เรียกชื่อต่างกัน)

การเลือกใช้ Pan & Tilt unit นอกจากเรื่องสถานที่ติดตั้งแล้ว จะต้องพิจารณาต่อไปด้วยว่า อุปกรณ์ที่จะใช้งานร่วมกับ Pan & Tilt unit นอกจากกล้องกับเลนส์ จะมีอุปกรณ์อื่นเพิ่มเติม เพราะว่าถ้ามีอุปกรณ์ประกอบมาก น้ำหนักก็จะต้องมากตามไปด้วย จำเป็นที่ต้องใช้ Pan & Tilt unit ที่สามารถจะรับน้ำหนักได้ทั้งหมด จะทำให้มีขนาดใหญ่ และราคาแพง Pan & Tilt unit บางชนิดสามารถที่หมุนได้รอบตัวได้ โดยที่ไม่ต้องหมุนกลับ (เพราะติดสายไฟ) บางชนิดมีวงจรความจำตำแหน่ง (Preset Function) ควรจะพิจารณาว่าสามารถเสริมพิเศษของ Pan & Tilt unit มีความจำเป็นเพียงใด เพราะราคาก็จะต้องสูงไปตามคุณสมบัติที่เพิ่มขึ้น นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว Pan & Tilt unit ยังมีอีกหลายแบบ เช่น บางแบบสามารถที่จะนำไปติดตั้งใต้น้ำได้ เป็นต้น

ระบบไฟฟ้าภายในของ Pan & Tilt unit ต้องเป็นระบบไฟฟ้าชนิดเดียวกันกับ เครื่อง/ตัว ควบคุมการทำงาน เช่น 24 V.DC , 24 V.AC , 115 V.AC หรือ 220 V.AC เป็นต้น ถ้าใช้ระบบไฟฟ้าที่แตกต่างกัน จะทำให้ Pan & Tilt unit ไม่ทำงาน หรือ ชำรุดเสียหายได้ ถ้าระบบการส่งสัญญาณควบคุมของ Pan & Tilt unit เป็นการส่งแบบการผสม หรือฝากไปกับสัญญาณอื่นๆ เช่น ระบบ Digital , Microcomputer-Base เป็นต้น จะต้องมีการแปลงหรือแยกสัญญาณควบคุมฯ ออกจากสัญญาณที่เป็นตัวรับฝาก อุปกรณ์นี้เรียกว่า Receiver unit หรือ Driver unit หรือมีชื่อเป็นอย่างอื่น ตามแต่ผู้ผลิตจะเรียก

เครื่องบันทึกภาพ ( Video Recorder)

เครื่อง บันทึกภาพรุ่นแรกๆ ที่ใช้ในระบบโทรทัศน์วงจรปิด จะเป็นชนิดจานม้วน (Reel) ขนาด 3/4 นิ้ว และขนาด 1/2 นิ้ว ต่อมาพัฒนาเป็นชนิดตลับ (Cassette) ก็ยังคงใช้ขนาด 3/4 นิ้วอยู่ จนมีการพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงเป็นขนาด 1/2 นิ้ว ในอดีตเทปชนิดตลับมีอยู่ 2 ระบบ คือ Betamax ของบริษัท โซนี่ และ VHS ของบริษัท JVC ต่อมาในปัจจุบันคงเหลือแต่ระบบ VHS เท่านั้นได้มีการพัฒนาเป็น S-VHS เพื่อที่จะให้ได้คุณภาพของสีที่ดีกว่าเดิม ในปัจจุบันนี้พยายามที่จะทำการบันทึกภาพลงในแผ่นแม่เหล็กของคอมพิวเตอร์ ให้ได้ดีเท่ากับหรือดีกว่า ที่ใช้บันทึกด้วยเทปชนิดตลับ

เครื่องบันทึกภาพเป็นอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นสำหรับระบบโทรทัศน์วงจร ปิดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าสามารถจะเก็บภาพต่างๆไว้เป็นหลักฐานอ้างอิงในภายหลังได้ เครื่องบันทึกภาพทั่วไปจะบันทึกภาพได้ตามความยาวของเนื้อเทปที่ใช้ เช่น เนื้อเทปมีความยาว ๑๘๐ นาที ก็จะสามารถบันทึกได้ 180 นาที ในระบบ Standard Play และจะมีความยาวเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่า ถ้าบันทึกด้วยระบบ Long Play

เครื่องบันทึกภาพส่วนมากที่นิยมใช้ในระบบโทรทัศน์วงจรปิด จะเป็นชนิดหน่วงเวลา (Time-Lapse) โดยที่ใช้ม้วนเทปความยาวเพียง 180 นาที แต่สามารถที่จะบันทึกได้ตั้งแต่ 3 ชั่วโมง 12 ชั่วโมง 72 ชั่วโมง ไปจนถึง 960 ชั่วโมง แต่การบันทึกภาพที่ใช้เวลายาวนานแบบนี้ ภาพที่ได้จะไม่ต่อเนื่อง ยิ่งใช้เวลานานมากขึ้นเท่าใด ความต่อเนื่องของภาพก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ การตั้งระยะเวลายาวๆ เหมาะกับการใช้งานในบางกรณีเท่านั้น เช่น ใช้ร่วมกับระบบเตือนภัย เป็นต้น.

ตารางแสดงเวลาการเดินของเทปและภาพที่ได้

ระยะเวลาที่บันทึก(ชั่วโมง) ภาพ/วินาที ภาพที่ได้
3 25.0 ภาพต่อเนื่อง
6 12.5 ภาพต่อเนื่อง
12 6.25 ภาพต่อเนื่อง
24 3.12 ไม่ต่อเนื่อง *
48 1.56 ไม่ต่อเนื่อง
72 1.04 ไม่ต่อเนื่อง
120 0.62 ไม่ต่อเนื่อง
168 0.44 ไม่ต่อเนื่อง
240 0.31 ไม่ต่อเนื่อง
360 0.20 ไม่ต่อเนื่อง
480 0.15 ไม่ต่อเนื่อง
960 0.07 ไม่ต่อเนื่อง
* ในบางรุ่น บางผู้ผลิต จะได้ภาพต่อเนื่อง

จอภาพ ( Video Monitor)

จอ ภาพนับว่าเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในระบบโทรทัศน์วงจรปิด เพราะว่ากล้องฯ รับภาพมาแล้วถ้าไม่มีจอภาพ ก็จะไม่สามารถเห็นภาพได้เลย การทำงานของจอภาพก็คือการรับเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้า จากกล้องฯ ให้มาเป็นภาพขึ้นที่หน้าจอ จอภาพมีทั้ง ขาว/ดำ และสี มีหลายขนาด ตั้งแต่ 9 นิ้ว 12 นิ้ว 14 นิ้ว 20 นิ้ว หรือใหญ่กว่า ความคมชัด(Resolution) ของจอภาพก็มีส่วนสำคัญ ในการพิจารณาเลือกใช้งาน เช่น เลือกใช้กล้องสีฯ ที่มีความคมชัดถึง 480 เส้น ก็ควรจะใช้จอภาพที่มีความคมชัดเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน ถ้าใช้จอภาพที่มีความคมชัดน้อยกว่ามากๆ ก็จะไม่สมารถเห็นรายละเอียดต่างๆ ที่กล้องฯ รับมาได้ เป็นการสูญเสียการลงทุนในการเลือกใช้กล้องฯ ถ้าใช้ร่วมกับเครื่องรวมภาพ ก็ควรจำเป็นที่ต้องให้มีขนาดใหญ่ เพื่อที่จะได้สามารถดูภาพแต่ละภาพได้ ดังนั้นควรเลือกจอภาพให้พอดีกับความต้องการ และจะต้องคำนึงถึงผู้ที่มีหน้าที่ในการเฝ้าดู ในการออกแบบการติดตั้งจอภาพ จะต้องเริ่มด้วยการกำหนดขนาดของจอภาพ จำนวนจอภาพที่จะใช้ทั้งหมด ระยะห่างระหว่าจอภาพกับผู้มีหน้าที่เฝ้าดู (ดูจากตารางข้างล่าง) มุมของการมองในแนวดิ่งระหว่างผู้เฝ้ามองกับจอภาพนั้น ไม่ควรเกิน 30 องศา ส่วนมุมมองทางด้านข้างแต่ละข้างของผู้เฝ้ามองไม่ควรเกิน 45 องศา

ตารางระยะการดูไกลสุดและใกล้สุด สำหรับจอภาพ

ขนาดจอภาพ (นิ้ว) ระยะดูไกลสุด (ฟุต) ระยะดูใกล้สุด (ฟุต)
9 7.0 3.0
12 10.0 3.25
14 12.0 3.6
17 12.0 3.75
19 17 3.85
21 19.0 4.85
23 19.5 5.0

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เครื่องเลือก / สลับภาพ (Video Switcher)

เครื่องเลือก / สลับภาพ (Video Switcher)และ
เครื่องรวม / ผสมภาพ (Multiple Screen Displays)

ในระบบโทรทัศน์วงจรปิด ที่มีจำนวนกล้องมากกว่า 1 กล้อง แต่ต้องการให้แสดงภาพที่จอดูภาพเพียงจอเดียว ก็จะต้องมีอุปกรณ์มาช่วยเลือกภาพ หรือลำดับภาพ ภาพจากกล้องแต่ละกล้องจะแสดงภาพที่จอภาพครั้งละหนึ่งภาพ ไปตามลำดับ ตามจำนวนกล้องที่เครื่องเลือกภาพ/สลับภาพ เช่น เครื่องเลือกภาพ ใช้กับกล้อง 8 กล้อง ที่จอภาพจะเริ่มจากกล้องที่ 1 ไปจนถึงกล้องที่ 8 แล้วก็จะเริ่มใหม่

เครื่องรวม/ผสมภาพ ชนิด 4 ภาพ เป็นอุปกรณ์รวมภาพพร้อมกัน 4 ภาพ(จาก 4 กล้อง) ให้ไปรวมกันในจอดูภาพจอเดียวกัน โดยที่จอดูภาพจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ภาพแต่ละภาพจะมีขนาดเล็กลง ภาพทุกภาพที่แสดงอยู่จะเป็นภาพจากกล้องซึ่งเป็นภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตามความ เป็นจริง (Real Time Action) เครื่องรวมภาพชนิด 4 ภาพนี้ บางรุ่นบางผู้ผลิต เมื่อนำไปต่อกับเครื่องบันทึกภาพ ขณะที่หน้าจอดูภาพแสดงภาพ 4 ภาพนั้น เมื่อเวลาเล่นเทปย้อนหลัง (Play back) สามารถที่จะเลือกดูภาพจากกล้องใดกล้องหนึ่งได้ หรือจะดูแบบ 4 กล้องพร้อมกันก็ได้ ข้อเสียของเครื่องรวมภาพชนิด 4 ภาพ ก็คือ ภาพถูกแบ่งเป็น 4 ส่วนนั้นจะมีรายละเอียดของภาพน้อยลง ตามขีดความสามารถหรือคุณภาพของวงจรอิเล็กโทรนิกส์ ภาพที่แสดงอยู่จะเป็นเส้นกระพริบยิบๆ (ทำให้รำคาญตา)

เครื่องรวม/ผสมภาพ ชนิด 16 ภาพ เป็นอุปกรณ์ที่รวมภาพพร้อมกัน 16 ภาพ(จาก 16 กล้อง) ไปรวมกันในจอภาพจอเดียวกัน โดยที่จอภาพจะถูกแบ่งเป็น 16 ส่วน ภาพทุกภาพที่แสดงอยู่ จะเป็นการแสดงภาพจากวงจรหน่วยความจำของเครื่องฯ การเปลี่ยนไปของแต่ละภาพ จะเปลี่ยนไปในลักษณะของภาพเคลื่อนไหวช้าๆ ตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจริง เครื่องรวม 16 ภาพนี้ บางรุ่นบางผู้ผลิตสามารถที่จะเปลี่ยนการแสดงภาพได้ หลายลักษณะ เช่น 16 ภาพ 12 ภาพ 9 ภาพ 4 ภาพ และภาพเล็กซ้อนอยู่ในภาพใหญ่ ในบางรุ่นบางผู้ผลิต หน้าจอดูภาพแสดง 16 ภาพหรือภาพอื่นๆ ที่ไม่ใช่ 16 ภาพ เมื่อต่อเข้ากับเครื่องบันทึกภาพ จะบันทึกทั้ง 16 ภาพ สามารถที่จะเล่นเทปย้อนหลังดูภาพจากกล้องแต่ละกล้อง หรือ 16 กล้องพร้อมกัน หรือในลักษณะอื่นได้ด้วย เรียกเครื่องรุ่นนี้ว่า Duplex Multiplexer แต่ในบางรุ่นบางผู้ผลิต หน้าจอภาพจะต้องแสดง 16 ภาพเมื่อต่อกับเครื่องบันทึกภาพ เครื่องบันทึกภาพ จึงจะบันทึก 16 ภาพ ถ้าจอภาพเปลี่ยนไปเป็นลักษณะอื่น (ที่ไม่ใช่ 16 ภาพ) เครื่องบันทึกภาพ จะบันทึกภาพตามหน้าจอภาพ และไม่สามารถที่จะเล่นเทปย้อนดูภาพแต่ละภาพได้ เรียกเครื่องรุ่นนี้ว่า Simplex Multiplexer ข้อเสีย การใช้เครื่องรวมภาพ ชนิด 16 ภาพ จะต้องใช้จอดูภาพที่มีขนาดใหญ่มาก จึงจะสามารถเห็นภาพแต่ละภาพได้ดี และภาพแต่ละภาพทีถูกแบ่งให้มีขนาดเล็กมากรายละเอียดของภาพจะมีน้อยและภาพที่ แสดงอยู่จะเป็นเส้นกระพริบยิบๆ


การติดตั้งระบบ CCTV

อุปกรณ์กล้องวงจรปิดส่งภาพผ่าน network สายโทรศัพท์ และ สาย ADSLPPC
สำหรับ window 98 และ 2000 แสดง ภาพ 4 เฟรม ต่อกล้อง
PPC X
สำหรับ window 98 และ 2000 แสดง ภาพ 12 เฟรม ต่อกล้อง มี I / O Port
PPC XP



บันทึกภาพแบบดิจิตอลตรวจจับภาพเคลื่อนไหว สามารถย้อนดูภาพได้ขณะเคลื่อนไหว
มีรหัสผ่านป้องกันหลายระดับ สามารถดูภาพปัจจุบัน และ ภาพที่บันทึกไว้ ได้พร้อมกัน
สายส่งภาพผ่าน ADSL , สายโทรศัพท์ , LAN , WAN , Internet
สามารถทำแผนผังแสดงตำแหน่งการติดตั้งกล้องได้

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

"บิ๊กอายส์" เทรนด์ใหม่วัยรุ่น ใส่แล้วเหมือนดาราญี่ปุ่น


เรื่องราวคอนแทคเลนส์ตาโต หรือบิ๊กอายส์

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากผู้ปกครองท่านหนึ่ง ซึ่งได้สังเกตเห็นพฤติกรรมของลูกสาววัย 17 ปี ที่ชอบใส่คอนแทคเลนส์แฟชั่นใหม่ ที่นอกจากจะเป็นคอนแทคเลนส์สีแฟชั่น ยังมีส่วนช่วยให้ดวงตากลมโตโดยไม่ต้องทำศัลยกรรม ซึ่งเป็นเทรนด์แฟชั่นใหม่ตามแบบเทรนด์ดาราเกาหลีและญี่ปุ่น
ผู้ปกครองรายเดิมกล่าวเพิ่มเติมว่า

ได้เริ่มสังเกตพฤติกรรมของบุตรสาวมาระยะหนึ่ง หลังจากสังเกตเห็นดวงตาของลูกสาวที่ดูโตขึ้นมา เมื่อไต่ถามจึงทราบจากบุตรสาวว่า คอนแทคเลนส์ตาโตเป็นแฟชั่นตามสมัยนิยมของกลุ่มวัยรุ่นไทย โดยเฉพาะผู้หญิงกำลังเป็นที่นิยมซื้อหามาสวมใส่ โดยมีราคา 1 คู่ ประมาณเงินหลักพันบาท


ส่วนแหล่งซื้อหานอก

จากคอนแทคเลนส์ตาโตจะหาซื้อตามร้านเฉพาะ ความนิยมยังส่งผลให้มีการขายผ่านทางเว็บไซต์เลนส์ทูยู ดอทคอม, ร้านค้าออนไลน์ทั่วไป รวมถึงมีการจำหน่ายตามแผงเช่าแหล่งแฟชั่นย่านสยามสแควร์, มาบุญครอง และลาดพร้าว ซึ่งจะเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่วัยรุ่น



อย่างไรก็ตาม จากกระแสความนิยมคอนแทคเลนส์ตาโตสูงขึ้น

เวลานี้ยังมีการจำหน่ายผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งมีการระบุว่าคอนแทคเลนส์ตาโต หรือบิ๊กอายส์ ที่กำลังได้รับความนิยมของกลุ่มวัยรุ่นไทยนั้นมีหลายยี่ห้อ ราคาจะขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของคอนแทคเลนส์ เช่น

ยี่ห้อ IGEL จากประเทศสิงคโปร์ จะเป็นคอนแทคเลนส์เปลี่ยนสีตา และทำให้ดวงตาดูโตขึ้น หรือ Magic Black Circle เลนส์จะสีดำล้วนไม่มีลวดลาย ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้มั่นใจในดวงตาที่โตขึ้นและดำอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด โดยมีระยะเวลาการใช้ 1 คู่ นาน 2 เดือน ราคาประมาณ 800-1,000 บาท

ส่วนยี่ห้อ ideal color ของประเทศเกาหลี จะมี 2 เฉดสี คือ น้ำตาลและดำ แต่จะมีระยะเวลาในการใช้นาน 1 ปี ราคาประมาณ 2,000-3,000 บาท
ขณะที่บางยี่ห้อจะเป็นคอนแทคเลนส์เทรนส์ใหม่

นอกจากจะทำให้ตาโต ยังเปลี่ยนสีตาได้ถึง 6 สี ทำให้ดวงตาดูโตขึ้นโดยไม่ต้องทำศัลยกรรม และกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี ซึ่ง 1 คู่ใช้ได้ 2 เดือน ราคาประมาณ 800-1,500 บาท แต่จะมีการระบุหมายเหตุไว้ว่า การใช้คอนแทคเลนส์ควรได้รับคำแนะนำและปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์



ด้าน นพ.นรังสันต์ พีรกิจ

รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ทาง อย.ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และห่วงใยผู้บริโภค หากใช้ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ และอาจรุนแรงถึงขั้นตาบอดได้ ทั้งนี้ ในการใส่คอนแทคเลนส์นั้นจะต้องได้รับการตรวจตาโดยจักษุแพทย์ หรือผู้ประกอบโรคศิลปะ โดยอาศัยทัศนมาตรศาสตร์ และต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ หรือคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด
ดังนั้น อย.ได้มีมาตรการกำกับดูแลคอนแทคเลนส์ทุกประเภทให้เข้มงวดมากขึ้น

โดยจะจัดทำร่างประกาศกำหนดให้คอนแทคเลนส์ทุกประเภทเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า จะต้องแจ้งรายละเอียดต่อทาง อย.ก่อนผลิตหรือนำเข้า อีกทั้งได้กำหนดให้ฉลากผลิตภัณฑ์จะต้องมีคำเตือน ข้อห้ามใช้ และข้อควรระวังบนฉลากอย่างชัดเจน

ที่มา http://www.shirate.com/

แนะวิธี ตาโตสวย ด้วย บิ๊กอายส์ อย่างถูกวิธี ใช้ บิ๊กอาย ผิดวิธีมีผลถึง ตาบอด

คำเตือน-คำแนะนำจากแพทย์

รศ.นพ.ปริญญ์ โรจนพงศ์พันธุ์ ประธานฝ่ายวิชาการราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย และอาจารย์ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คอนแทกต์เลนส์ตาโต หรือ บิ๊กอายส์ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มความสวยงามแก่ดวงตา ทำให้ตาโตขึ้น ซึ่งบิ๊กอายส์จะ มีเลนส์ขนาด 13.5-14.0 มิลลิเมตร ในขณะที่ตาดำคนปกติจะมีขนาด 10.5 มิลลิเมตร ซึ่งปกติตาของคนจะประกอบด้วยกระจกตา (Cornea) มีลักษณะใสเหมือนกระจกไม่มีสี แต่สีจากม่านตา (iris) ของคนเอเชียจะมีม่านตาสีน้ำตาลเข้มถึงสีดำ ทำให้เห็นเป็นตาดำ

การใส่บิ๊กอายส์ก็เหมือนการใส่คอนแทกต์เลนส์ปกติที่ครอบอยู่บนกระจกตา แต่มีการระบายหรือพิมพ์สีบนผิวเลนส์ให้ใหญ่กว่าตาดำของผู้ใส่ บิ๊กอายส์มีเนื้อวัสดุแบบนิ่มอมน้ำเหมือนคอนแทกต์เลนส์ชนิดนิ่มปกติเพียงแต่บิ๊กอายส์จะ มีการระบายสีที่ผิวพลาสติกด้านที่ไม่สัมผัสกับกระจกตาเป็นสีต่างๆ กัน สีที่ใช้ระบายได้มีการถูกทดสอบมาแล้ว จึงไม่น่ามีอันตรายเพราะมีการใช้สีประเภทนี้บนคอนแทกต์เลนส์สีมานานแล้ว

นอกจากนี้ รศ.นพ.ปริญญ์ ยังแนะนำสิ่งที่พึงปฏิบัติและข้อควรระวังสำหรับคนใช้ ว่า


1.ไม่ควรใส่นานเกินไปในแต่ละวันมีการใช้คอนแทกต์เลนส์ เมื่อถึงเวลานอนต้องถอดออก มิฉะนั้น จะทำให้เกิดอาการอักเสบของดวงตาได้


2.ต้องใส่และถอดอย่างถูกวิธี เพราะวิธีที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดรอยขีดข่วนและแผลที่กระจกตา


3.ใส่แล้วต้องดูแลให้ดี ต้องมีการล้างและแช่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคเพื่อไม่ให้เกิดแบคทีเรียและควรมีการ เปลี่ยนน้ำยาในการล้างและแช่ทุกครั้ง


4.ต้องดูแลให้ถูกวิธี และไม่ใช้นานเกินไปจนคอนแทกต์เลนส์ปริ ฉีกขาด ทำให้รอยที่ฉีกขาดขูดกับผิวตา กระจกตาเสียหรือมีปัญหาได้


เมื่อทำถูกทั้ง 4 วิธีก็ไม่มีปัญหา

และล่าสุด ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็ได้เข้ามาดูแลเรื่องการใช้คอนแทกต์เลนส์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว โดย นพ.พงศ์พันธ์ วงศ์มณี รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา บอกว่า คอนแทกต์เลนส์เพื่อความสวยงามที่กำลังระบาดในกลุ่มวัยรุ่นหญิงไทยนั้น มีสภาพเหมือนกับคอนแทกต์เลนส์แฟชั่นที่มีให้หลายสีให้เลือก แต่บริเวณตรงกลางมีลักษณะเป็นเลนส์ใสและบริเวณขอบเลนส์มีสีดำหรือสีเข้ม ต่างๆ ที่จะทำให้มองเห็นว่าผู้ใส่มีตาดำขยายใหญ่และกลมโตกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม บรรดาคอนแทกต์เลนส์แฟชั่นเหล่านี้ ไม่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ต่อผู้ใส่ ดังนั้น จึงไม่จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ แต่เนื่องจาก อย.เห็นว่า หากนำมาใช้อย่างไม่ถูกต้องเหมาะสม อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้เช่นกัน ดังนั้น จึงได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง เลนส์สัมผัส เพื่อเพิ่มมาตรการในการควบคุมการผลิตหรือนำเข้าเลนส์สัมผัส ทุกประเภทในระดับที่เข้มงวดขึ้น โดยผู้ผลิตและผู้นำเข้าจะต้องขออนุญาตจาก อย.รวมทั้งต้องแสดงอายุการใช้ คำเตือน ข้อห้ามใช้ และข้อควรระวังในการใช้ไว้ในฉลาก หรือเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์และในการโฆษณาต้องได้รับอนุญาตจาก อย.ผู้ที่ฝ่าฝืนมีโทษ ทั้งจำทั้งปรับ โดยจะมีการเสนอร่างประกาศฉบับดังกล่าวให้คณะกรรมการเครื่องมือแพทย์พิจารณา ในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ และจะเสนอความเห็นต่อรมว.สาธารณสุขเพื่อลงนาม ประกาศใช้ต่อไป

“ผู้ที่คิดจะ ใส่ควรได้รับการตรวจตาจากจักษุแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญเสียก่อนว่าไม่มีข้อห้ามในการใช้ และเพื่อได้รับเลนส์ที่มีขนาดโค้งที่ถูกต้องเหมาะพอดีกับตาของผู้ใส่ ไม่ควรไปซื้อเองจากร้านค้าทั่วไป ขณะเดียวกัน ก็ต้องใส่ใจในการทำความสะอาดเลนส์ ทั้งการล้าง แช่ เก็บและก่อนสวมใส่ทุกขั้นตอน ไม่ควรใส่ขณะว่ายน้ำ ไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะเลนส์สัมผัสแฟชั่นยิ่งต้องระวัง เพราะในช่วงที่ยังไม่มีการกำกับดูแล ร้านค้าอาจนำสินค้าที่ไม่มีคุณภาพมาจำหน่ายและก่อให้เกิดอันตรายถึงขั้น ตาบอดได้” รองเลขาธิการ อย.ให้คำแนะนำทิ้งท้าย

ที่มา http://blog.eduzones.com/entertain/14572

http://www.shirate.com/

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เราควรทานกลูตาไธโอนปริมาณเท่าไหน ถึงจะปลอดภัย

เราควรทานกลูตาไธโอนปริมาณเท่าไหน ถึงจะปลอดภัย (อ้างอิงจากอเมริกา)

What is the recommended dose for Glutathione?
As Anti-oxidant/ anti-aging:Standard dosage computation:
10mg per Kg BW (Body weight) per day.

But as a SKIN WHITENER computation should be IN DOUBLE INCREASED DOSE
20-40mg/Kg BW per day in 2-3 divided dose.

Duration:
Medium brown skin : 1-3months
Dark brown skin : 3-6months
Very dark skin : 6-12 months
Black skin : 2 years or more
-----------------------------------------------------------


จอยจะสรุปให้ฟังค่ะ
การทานกลูตาไธโอนต่อวันแบ่งเป็น 2 กรณีคือ

กรณีที่ 1 ทานเพื่อลดอนุมูลอิสระ ลดริ้วรอย ชะลอความแก่ให้ดูอ่อนกว่าวัยเสมอ
ให้ทาน 10 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก.
คือถ้าเรา หนักซัก 50 กก. ก็ทานวันละ 500 มก.ค่ะ


กรณีที่ 2 ทานเพื่อต้องการให้ผิวขาวยิ่งกว่าที่เคยขาว
ให้ทาน 20-40 มก. ต่อ น้ำหนักตัวจ้า....
เช่น น้ำหนัก 50 กก. เหมือนเคสแรกก็ทานได้ราว 1000 - 2000 มก.ต่อวัน

ระยะเวลาในการทานแบบเห็นผลเนี่ย แบ่งเคสเป็น 4 เคสตามผิวคือ
ผิวสีน้ำผึ้ง(ผิวคนเอเชีย)ให้ทาน 1-3 เดือน
ผิวคล้ำหน่อย 3-6 เดือน
ผิวคล้ำมาก 6-12 เดือน
ผิวดำ 2 ปีหรือมากกว่านั้น


คุณหมอก็บอกนะคะว่า กลูตาไธโอนชนิดรับประทานปลอดภัย(กว่าแบบฉีด)และเห็นผลจริง
สามารถทานได้ในระยะยาว แต่จอยว่ากิน 6 เดือน หยุดกิน 1 เดือน แล้วค่อยมากินต่อแบบนี้ผิวจะขาวคงตัว
ผิวขาวใส จะอยู่กับเราไปได้นานเลยค่ะ

ที่มาจาก www.shirate.com

http://shirate.exteen.com/20091104/entry

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

บิ๊กอายส์ คืออะไร

เรื่องราวคอนแทคเลนส์ตาโต หรือบิ๊กอายส์ ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากผู้ปกครองท่านหนึ่ง ซึ่งได้สังเกตเห็นพฤติกรรมของลูกสาววัย 17 ปี ที่ชอบใส่คอนแทคเลนส์แฟชั่นใหม่ ที่นอกจากจะเป็นคอนแทคเลนส์สีแฟชั่น ยังมีส่วนช่วยให้ดวงตากลมโตโดยไม่ต้องทำศัลยกรรม ซึ่งเป็นเทรนด์แฟชั่นใหม่ตามแบบเทรนด์ดาราเกาหลีและญี่ปุ่น

ผู้ ปกครองรายเดิมกล่าวเพิ่มเติมว่า ได้เริ่มสังเกตพฤติกรรมของบุตรสาวมาระยะหนึ่ง หลังจากสังเกตเห็นดวงตาของลูกสาวที่ดูโตขึ้นมา เมื่อไต่ถามจึงทราบจากบุตรสาวว่า คอนแทคเลนส์ตาโตเป็นแฟชั่นตามสมัยนิยมของกลุ่มวัยรุ่นไทย โดยเฉพาะผู้หญิงกำลังเป็นที่นิยมซื้อหามาสวมใส่ โดยมีราคา 1 คู่ ประมาณเงินหลักพันบาท ส่วนแหล่งซื้อหานอกจากคอนแทคเลนส์ตาโตจะหาซื้อตามร้านเฉพาะ ความนิยมยังส่งผลให้มีการขายผ่านทางเว็บไซต์เลนส์ทูยู ดอทคอม, ร้านค้าออนไลน์ทั่วไป รวมถึงมีการจำหน่ายตามแผงเช่าแหล่งแฟชั่นย่านสยามสแควร์, มาบุญครอง และลาดพร้าว ซึ่งจะเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่วัยรุ่น

อย่างไรก็ตาม จากกระแสความนิยมคอนแทคเลนส์ตาโตสูงขึ้น เวลานี้ยังมีการจำหน่ายผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งมีการระบุว่าคอนแทคเลนส์ตาโต หรือบิ๊กอายส์ ที่กำลังได้รับความนิยมของกลุ่มวัยรุ่นไทยนั้นมีหลายยี่ห้อ ราคาจะขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของคอนแทคเลนส์ เช่น ยี่ห้อ IGEL จากประเทศสิงคโปร์ จะเป็นคอนแทคเลนส์เปลี่ยนสีตา และทำให้ดวงตาดูโตขึ้น หรือ Magic Black Circle เลนส์จะสีดำล้วนไม่มีลวดลาย ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้มั่นใจในดวงตาที่โตขึ้นและดำอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด โดยมีระยะเวลาการใช้ 1 คู่ นาน 2 เดือน ราคาประมาณ 800-1,000 บาท ส่วนยี่ห้อ ideal color ของประเทศเกาหลี จะมี 2 เฉดสี คือ น้ำตาลและดำ แต่จะมีระยะเวลาในการใช้นาน 1 ปี ราคาประมาณ 2,000-3,000 บาท

ขณะที่ บางยี่ห้อจะเป็นคอนแทคเลนส์เทรนส์ใหม่ นอกจากจะทำให้ตาโต ยังเปลี่ยนสีตาได้ถึง 6 สี ทำให้ดวงตาดูโตขึ้นโดยไม่ต้องทำศัลยกรรม และกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี ซึ่ง 1 คู่ใช้ได้ 2 เดือน ราคาประมาณ 800-1,500 บาท แต่จะมีการระบุหมายเหตุไว้ว่า การใช้คอนแทคเลนส์ควรได้รับคำแนะนำและปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์

ด้าน นพ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ทาง อย.ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และห่วงใยผู้บริโภค หากใช้ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ และอาจรุนแรงถึงขั้นตาบอดได้ ทั้งนี้ ในการใส่คอนแทคเลนส์นั้นจะต้องได้รับการตรวจตาโดยจักษุแพทย์ หรือผู้ประกอบโรคศิลปะ โดยอาศัยทัศนมาตรศาสตร์ และต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ หรือคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด

ดัง นั้น อย.ได้มีมาตรการกำกับดูแลคอนแทคเลนส์ทุกประเภทให้เข้มงวดมากขึ้น โดยจะจัดทำร่างประกาศกำหนดให้คอนแทคเลนส์ทุกประเภทเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า จะต้องแจ้งรายละเอียดต่อทาง อย.ก่อนผลิตหรือนำเข้า อีกทั้งได้กำหนดให้ฉลากผลิตภัณฑ์จะต้องมีคำเตือน ข้อห้ามใช้ และข้อควรระวังบนฉลากอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ อย.ขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการใช้คอนแทคเลนส์ทุกชนิด ไม่ควรซื้อมาใช้เอง และซื้อจากร้านแผงลอย รวมถึงต้องปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด และหากมีภาวะผิดปกติ เช่น ต้อเนื้อ, ต้อลม, ตาแดง, กระจกตาไวต่อความรู้สึกลดลง, ตาแห้ง หรือกะพริบตาไม่เต็มที่ ก็ไม่ควรใช้คอนแทคเลนส์ และการใช้คอนแทคเลนส์ทุกครั้งต้องล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสเลนส์ ห้ามใส่นานเกินระยะเวลาการใช้งานที่กำหนด ห้ามใช้ร่วมกับบุคคลอื่น ห้ามใส่ขณะว่ายน้ำ เพราะอาจทำให้ติดเชื้อที่ตา และห้ามใส่ในเวลานอน ถึงแม้จะเป็นชนิดใส่นอนได้ก็ตาม

และต้องถอดทำความสะอาดทุกวัน ซึ่งหากเกิดอาการผิดปกติ เช่น เจ็บหรือปวดตาเป็นอย่างมากร่วมกับอาการแพ้แสง, ตามัว, น้ำตาไหลมาก และตาแดง ให้หยุดใช้คอนแทคเลนส์ทันที ควรรีบพบแพทย์หรือจักษุแพทย์โดยเร็ว

ที่มา บอร์ด เด็กดี
http://www.shirate.com/

สารกลูตาไธโอน ผิวขาว หน้าใส

สารกลูตาไธโอน(Glutathione) เป็น สารที่เซลล์ในร่างกายเราสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เอง มีคุณสมบัติเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง มีหน้าที่ปกป้องเนื้อเยื่อของอวัยวะทุกส่วนโดยการต่อต้านอนุมูลอิสระที่ สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ และกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่สำคัญยังช่วยตับในการทำลายและขจัดสารพิษออกจากร่างกาย เช่น ตัวยาหรือสารพิษที่ไม่ละลายน้ำ เมื่อรวมตัวกับสารกลูตาไธโอน จะช่วยให้ละลายน้ำได้และถูกกำจัดออกจากร่างกายได้ในที่สุด สารพิษจำพวกโลหะหนักหรือสารกำจัดแมลง สามารถถูกขจัดออกจากร่างกายได้โดยการทำงานของกลูตาไธโอน(Glutathione)ร่วมกับตับ

สารกลูตาไทโอน(Glutathione) ยัง มีหน้าที่สำคัญอีกมากมายในร่างกาย เช่น สังเคราะห์โปรตีน ช่วยให้เม็ดเลือดแดงมีความแข็งแรง ช่วยเร่งการซึมผ่านของสารอาหารเข้าสู่เซลล์ ช่วยปกป้องดีเอ็นเอของเซลล์ไม่ให้ถูกทำลาย ซึ่งเป็นการป้องกันการเกิดมะเร็งนั่นเอง

โดยสรุปสารกลูตาไธโอน(Glutathione) จึงเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายที่มีกำลังสูงเมื่อเปรียบเทียบกับ วิตามินซีหรือวิตามินอี เมื่ออายุคนเรามากขึ้นปริมาณกลูตาไธโอนในร่างกายจะลดน้อยลง มีผลทำให้เซลล์และอวัยวะทุกส่วนเสื่อมโทรมลง ในทางตรงกันข้าม นักวิจัยพบว่าผู้ที่มีอายุยืนยาวและมีสุขภาพแข็งแรง คนผิวขาว หน้าใส มักจะตรวจพบสารกลูตาไทโอน(Glutathione)โอนปริมาณสูงในกระแสเลือด

การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์

สารกลูตาไธโอน (Glutathione) มีการนำมาใช้เป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับระบบเส้นประสาทบกพร่อง เช่น โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์หรือโรคสมองเสื่อม โรคปลายเส้นประสาทอักเสบ มะเร็งกระเพาะ และมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยได้รับการรับรองให้ใช้เป็นยามามากกว่า 30 ปี การรักษามักจะให้โดยการฉีดเข้าเส้นหรือเข้าที่กล้ามเนื้อ อาการข้างเคียงของยาดังกล่าวตอนนี้ยังไม่พบ แต่อย่างไรก็ตามพบว่า สารกลูตาไธโอนมีผลข้างเคียงในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งทำให้เม็ดสีของผิวหนังเปลี่ยนจากเม็ดสีน้ำตาลดำเป็นเม็ดสีชมพูขาว ผลข้างเคียงนี้จึงทำให้มีการแตกตื่นและนำกลูตาไธโอนมาเตรียมเป็นยาเม็ดเพื่อ ใช้เป็นอาหารเสริม เพื่อชะลอวัย และหวังผลให้ ผิวขาว หน้าใส หรือผิวขาวอมชมพู

ยาเม็ดกลูตาไธโอน (Glutathione) ในการเสริมความงาม

ในวงการของอาหารเสริม เพื่อให้ผิวขาว หน้าใส มี การนำสารกลูตาไธโอนมาทำเป็นยาเม็ดในขนาดความแรงต่างๆ กัน เพื่อใช้ในการรับประทานเป็นอาหารเสริม โดยหวังผลว่า จะสามารถเสริมและทดแทนปริมาณกลูตาไธโอนที่ร่างกายมีไม่พอหรือบกพร่องไป อันเนื่องมาจากสาเหตุของโรคต่างๆ

กลูตาไธโอน (Glutathione)ช่วยให้ผิวขาวได้จริงหรือ?

ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น อาการข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ของการใช้ยากลูตาไธโอนคือ การยับยั้งการสร้างเซลล์เม็ดสีให้ผิวหนัง รวมทั้งการเปลี่ยนเม็ดสีที่สร้างขึ้นจากสีน้ำตาลดำเป็นเม็ดสีชมพูขาว จึงมีการคิดนำเอาสารชนิดนี้มาใช้เป็นอาหารเสริมโดยหวังว่า จะสามารถเสริมและเพิ่มความเข้มข้นของกลูตาไธโอนในกระแสเลือดให้มากๆ เพื่อหวังผลให้ผิวหน้าขาวอมชมพู แต่ในความเป็นจริงยาเม็ดที่เป็นอาหารเสริมนั้น ทานมากเท่าไหร่ก็จะไม่ได้ผล เพราะสารชนิดนี้จะถูกย่อยสลายและกำจัดออกจากร่างกาย ไม่ถูกดูดซึม แพทย์หลายสำนักจึงได้มีการดัดแปลงโดยทำการฉีดเข้าเส้นหรือเข้ากล้ามเนื้อ เช่นเดียวกับการรักษาโรคต่างๆ อย่างไรก็ตามอาการข้างเคียงของผิวขาวเป็นอาการชั่วคราวเท่านั้น จึงไม่ควรใช้ยานี้ในทางที่ผิด

ภาวะที่ร่างกายขาดกลูตาไธโอน (Glutathione)

เนื่องจากสารดังกล่าวร่างกายสร้างได้เอง แต่สภาวะที่ร่างกายอาจขาดหรือมีกลูตาไธโอนไม่เพียงพอ เช่น เมื่อร่างกายมีโรคแทรกซ้อน ทำให้กลูตาไธโอนลดน้อยลงด้วยสาเหตุการถูกทำลายด้วยยารักษาหรือด้วยตัวโรคเอง หากร่างกายขาดหรือมีกลูตาไธโอนน้อย จะมีผลทำให้เกิดโรคตับอักเสบง่าย ทำให้ตับทำงานได้ไม่เต็มที่ มีโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนของระบบทางเดินหายใจ โรคหืด ผู้ที่มีกรรมพันธุ์เกี่ยวกับความบกพร่องของกลูตาไธโอนมักจะมีปัญหาโรคแทรก ซ้อนทางระบบประสาท ผู้ที่ป่วยด้วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเอดส์ ปริมาณกลูตาไธโอนในระบบเลือดจะต่ำมากๆ ผู้ที่สูบบุหรี่จัดก็เช่นกัน ดังนั้นบุคคลเหล่านี้จะเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย

กลูตาไธโอน (Glutathione)ในธรรมชาติ

พบมากในผลไม้ ได้แก่ แตงโม สตรอเบอรี่ องุ่น ผลอโวกาโด ส่วนในผักพบมากใน หน่อไม้ฝรั่ง สำหรับเนื้อสัตว์จะพบได้ใน ปลา และเนื้อแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ดังนั้นควรเลือกรับประทานจากธรรมชาติดีกว่าที่จะหลงไปใช้สารนี้อย่างผิดๆ และขาดความเข้าใจ

ที่มา http://www.shirate.com/

อย.คุมบิ๊กอายส์ ต้องแพทย์สั่งให้ใช้

อย.จ่อประกาศคุมคอนแท็กต์เลนส์เป็นเครื่องมือแพทย์ เตรียมจัดทำร่างประกาศ เพิ่มความปลอด ภัยแก่ผู้บริโภคในการใช้ทุกประเภท โดยเฉพาะพวก บิ๊กอายส์ชี้ อายไลเนอร์ผสมน้ำมันเครื่องอันตราย เสี่ยงเกิดมะเร็ง เร่งส่งเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจทั่วประเทศ หากพบผสมสารต้องห้ามฟันทั้งผู้ผลิต-ผู้จำหน่าย ระบุโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. น.พ.พงศ์พันธ์ วงศ์มณี รองเลขา ธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ด้วยปัจจุบันมีกระแสแฟชั่นใส่คอนแท็กต์เลนส์ หรือเลนส์สัมผัส เพื่อความสวยงามที่ทำให้มองเห็นตา กลมโตตามแบบดาราเกาหลีหรือญี่ปุ่นได้ระบาดเข้ามาสู่วัยรุ่นไทยโดยเฉพาะใน หมู่วัยรุ่นหญิง โดยเลนส์สัมผัสประเภทนี้เหมือนกับเลนส์สัมผัสแฟชั่นที่มีหลายสีให้เลือก แต่บริเวณตรงกลางมีลักษณะเป็นเลนส์ใสและบริเวณขอบเลนส์มีสีดำหรือสีเข้ม ต่างๆ ที่จะทำให้มองเห็นว่าผู้ใส่มีตาดำขยายใหญ่และกลมโตกว่าปกติ ซึ่งการใส่เลนส์สัมผัสอย่างไม่ถูกวิธีนั้นอาจมีการแพ้ ติดเชื้อ กระจกตาเป็นแผล อาจทำให้ตาบอดได้

รองเลขาธิการกล่าวว่า เลนส์สัมผัสที่มีวัตถุประ สงค์เพื่อการปรับสายตา เข้าข่ายเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือสำหรับใช้แก้ไขความบกพร่องของร่างกาย จึงจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ 2551 ประเภทเครื่องมือแพทย์ทั่วไป สำหรับเลนส์สัมผัสเพื่อความสวยงาม หรือคอนแท็กต์เลนส์แฟชั่น มีวัตถุประสงค์เพื่อความสวยงาม โดยไม่มีวัตถุประ สงค์ทางการแพทย์ต่อผู้ใส่ จึงไม่จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ อย่างไรก็ตาม อย.ได้ตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และเห็นว่าการใช้เลนส์สัมผัสทุกประเภท ทั้งชนิดที่ใช้เพื่อปรับสายตาที่จัดเป็นเครื่องมือแพทย์และชนิดเพื่อความสวย งามที่ไม่จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ หากนำมาใช้อย่างไม่ถูกต้องเหมาะสมอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้เช่นกัน จึงเห็นควรกำหนดให้มีการควบคุมเลนส์สัมผัสทุกประเภทเป็นเครื่องมือแพทย์ควบ คุมอย่างเข้มงวดขึ้น

ขณะนี้ได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องเลนส์สัมผัส เพื่อเพิ่มมาตรการในการควบคุมการผลิตหรือนำเข้าเลนส์สัมผัสทุกประเภทในระดับ ที่เข้มงวดขึ้น โดยผู้ผลิตและผู้นำเข้าจะต้องขออนุญาตจาก อย.รวมทั้งต้องแสดงอายุการใช้ คำเตือน ข้อห้ามใช้ และข้อควรระวังในการใช้ไว้ในฉลากหรือเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์และในการ โฆษณาต้องได้รับอนุญาตจาก อย. ผู้ที่ฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำทั้งปรับ โดยจะมีการเสนอร่างประกาศฉบับดังกล่าวให้คณะกรรม การเครื่องมือแพทย์พิจารณาในวันที่ 17 ธันวาคมศกนี้ และเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรี เพื่อลงนาม ประกาศใช้ต่อไป น.พ.พงศ์พันธ์กล่าว

รองเลขาธิการกล่าวว่า สำหรับผู้ที่คิดจะใส่เลนส์ สัมผัสควรได้รับการตรวจตาจากจักษุแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเสียก่อนว่าไม่มีข้อ ห้ามในการใช้ และเพื่อได้รับเลนส์ที่มีขนาดโค้งที่ถูกต้องเหมาะพอดีกับตาของผู้ใส่ ไม่ควรไปซื้อเองจากร้านค้าทั่วไป ต้องใส่ใจในการทำความสะอาดเลนส์ ทั้งการล้าง แช่ เก็บ และก่อนสวมใส่ ทุกขั้นตอนต้องสะอาด เพราะถ้าเลนส์สกปรกมีเชื้อโรคทำให้ตาอักเสบได้ ไม่ควรใส่ขณะว่ายน้ำ ที่สำคัญต้องไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะเลนส์สัมผัสแฟชั่นยิ่งต้องระวัง เพราะในช่วงที่ยังไม่มีการกำกับดูแลร้านค้าอาจนำสินค้าที่ไม่มีคุณภาพมา จำหน่าย ก่อให้เกิดอันตรายถึงขั้นตาบอดได้

น.พ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงน.ส.ลัดดา ตั้งสุภาชัย ผอ.ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ระบุว่าอายไลเนอร์บางยี่ห้อที่วางขายตามตลาดนัดหรือรถเร่มีส่วนผสมของน้ำมัน เครื่องว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยังไม่มีการตรวจพบว่าอายไลเนอร์ที่มีการวางจำหน่ายในพื้นที่บางแห่งมีการผสม น้ำมันเครื่องจริงหรือไม่ อาจเป็นน้ำมันชนิดอื่นก็เป็นได้ แต่หากอายไลเนอร์มีส่วนผสมของน้ำมันเครื่องจริง ก็จะส่งผลอันตรายต่อร่างกาย โดยเฉพาะผิวหนัง โดยในระยะสั้นอาจทำให้เกิดการแพ้ ระคายเคือง แต่หากมีการใช้ในระยะยาวจะทำให้เกิดโรคผิวหนัง และอันตรายถึงขั้นเป็นมะเร็ง

เลขาธิการ อย.กล่าวอีกว่า อายไลเนอร์ไม่ได้เป็นเครื่องสำอางที่ต้องควบคุมพิเศษ ในการผลิตหรือนำเข้าจึงไม่จำเป็นต้องแจ้งต่อ อย. อย่างไรก็ตาม เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคตนจะสั่งการให้เจ้าหน้าที่ออกสุ่มเก็บตัวอย่าง ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้จากแหล่งจำหน่ายทั่วประเทศ ก่อนส่งให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบว่ามีการผสมสารเคมีที่ห้ามใช้ใน เครื่องสำอางหรือไม่ คาดว่าจะรู้ผลภายใน 1 สัปดาห์ หากพบผลิตภัณฑ์ยี่ห้อใดมีการใช้สารต้องห้ามเป็นส่วนประกอบจะดำเนินการอายัด ผลิตภัณฑ์และทำลายทิ้งต่อไป ในขณะที่ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายจะมีความผิดฐานผลิตเพื่อจำหน่ายเครื่องสำอาง ที่ไม่ปลอดภัย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ในท้องตลาดมีเครื่องสำอางวางจำหน่ายกว่า 1 พันยี่ห้อ จึงอยากเตือนประชาชนควรเลือกใช้และซื้อผลิตภัณฑ์จากผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อ ถือมีการระบุแหล่งผลิตที่แน่ชัดและเชื่อถือได้ อย่าซื้อเครื่องสำอางที่เป็นรถเร่ หรือสถานที่จำหน่ายที่เล็งเห็นแล้วว่าไม่น่าจะปลอดภัยต่อร่างกาย และต้องการวิงวอนผู้จำหน่ายให้คำนึงถึงความปลอดถัยของผู้บริโภค ไม่ควรนำเครื่องสำอางที่ไม่มีการระบุผู้ผลิตที่ชัดเจนมาขาย และหากใช้แล้วเกิดอันตรายขึ้นแก่ร่างกายก็ให้ร้องเรียนมาที่สายด่วน อย.1556 หรือที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมายกับผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นๆ น.พ.พิพัฒน์กล่าว

พนักงานคนหนึ่งประจำร้านจำหน่ายแว่นตาในย่านสยามสแควร์ เปิดเผยว่า สินค้าที่เป็นคอนแท็กต์เลนส์ บิ๊กอายส์ ทาง ร้านได้นำเข้ามาจำหน่าย 2-3 ปีแล้ว มีเพียงยี่ห้อเดียวคือ ARYAN จากประเทศเกาหลี เป็นคอนแท็กต์เลนส์ที่ใช้ประเภทรายเดือน โดยมีบรรจุภัณฑ์และคำแนะนำที่ได้รับมาตรฐาน ISO ของประเทศอเมริกา และผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ทุกครั้งที่มีลูกค้าสนใจหรือซื้อไปใช้จะได้รับการแนะนำวิธีการใช้คอนแท็ก ต์เลนส์บิ๊กอายส์ปกติจะจำหน่ายได้ ประมาณ 10 กล่องต่อวัน โดยใน 1 กล่องจะมี 1 คู่ และเสาร์อาทิตย์จะจำหน่ายสูงสุดถึง 100 กล่อง โดยจำหน่ายกล่องละ 450 บาท ส่วนใหญ่ลูกค้าที่มาซื้อไปใช้จะเป็นวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือจะเป็นวัยทำงาน ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ไม่เคยมีปัญหา

ด้านตัวแทนพนักงานขายร้านโชคดีการแว่น คอนแท็กต์เลนส์บิ๊กอายส์ ที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขางามวงศ์วาน กล่าวว่า ภายหลังมีข่าวออกมาว่าการใส่บิ๊กอายส์ที่ไม่ได้มาตรฐานและเก็บรักษาไม่ถูก วิธีอาจส่งผลทำให้ตาบอดภายใน 2 วันนั้น ขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อยอดขายบิ๊กอายส์ของทางร้านแต่อย่างใด โดยยังคงมีกลุ่มวัยรุ่นที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนนักศึกษาเข้ามาถามหาซื้อบิ๊กอายส์ไปใส่ โดยปกติทางร้านจะขายบิ๊กอายส์เฉลี่ยวันละ 2-3 คู่

ขณะที่พนักงานของร้านโกลเด้น ออพติด ที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขางามวงศ์วาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ยอดขายบิ๊กอายส์ยัง ไม่มีผลกระทบกับข่าวที่ออกมา สำหรับปัญหาเกี่ยวกับคอนแท็กต์เลนส์ที่พบส่วนใหญ่จะเป็นคอนแท็กต์เลนส์ที่ เป็นแฟชั่น ที่ผู้ใช้มักจะใช้คอนแท็กต์เลนส์เกินกำหนดเวลาที่ระบุไว้ รวมทั้งขาดการดูแลที่ถูกวิธี จึงอาจทำให้เกิดการติดเชื้อตามมาภายหลัง โดยปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะพบในกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ส่วนกลุ่มคนในวัยทำงานที่ผ่านมาไม่เคยพบปัญหาแต่อย่างใด โดยปกติทางร้านจะขายบิ๊กอายส์วันละประมาณ 5-6 คู่ ซึ่งเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทางนายณัฏฐ์ ทิวไผ่งาม หรือนัท เอเอฟ 5 ยังเดินทางมาซื้อบิ๊กอายส์ของทางร้านไปใช้

ส่วนพนักงานของร้านหอแว่น ที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขางามวงศ์วาน กล่าวว่า สำหรับยอดขายบิ๊กอายส์ของ ทางร้านเมื่อมีข่าวออกมานั้นยังไม่มีผลกระทบตามมา โดยยังมีกลุ่มนักเรียน นักศึกษาที่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงเดินทางมาหาซื้อบิ๊กอายส์ตามปกติ ซึ่งทางร้านจะขายบิ๊กอายส์เฉลี่ยวันละประมาณ 3-4 คู่ โดยบิ๊กอายส์เริ่มเข้ามาเป็นที่นิยม และเป็นที่ต้องการของกลุ่มวัยรุ่นในช่วงเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ภายหลังกระแสนักร้องญี่ปุ่นและเกาหลีเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทย สำหรับปัญหาของบิ๊กอายสที่เกิดขึ้นมักเกิดจากกลุ่มวัยรุ่นที่ต้องการตามกระแสแฟชั่นและไม่มีเงินในการซื้อบิ๊กอายส์ที่ได้มาตรฐานมาใส่ จึงหันไปซื้อบิ๊กอายส์ ที่ไม่ได้มาตรฐานตามแหล่งศูนย์รวมวัยรุ่นต่างๆ อาทิ สยามสแควร์ ห้องสรรพสินค้ามาบุญครองและประตูน้ำ โดยส่วนใหญ่วัยรุ่นขณะนี้มักจะนิยมถามหาซื้อบิ๊กอายส์ที่มีขนาดความกว้างของ เลนส์ 18 ม.ม. ซึ่งเป็นขนาดที่ไม่ได้มาตรฐาน สำหรับบิ๊กอายส์ที่ได้มาตรฐานจะมีความกว้างของเลนส์เพียง 14.5 ม.ม.เท่านั้น

สำหรับพนักงานของร้านเอ แอนด์ พี ที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขางามวงศ์วาน เปิดเผยว่า ภายหลังมีข่าวการใส่บิ๊กอายส์ที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่ถูกวิธีอาจทำให้ตาบอด ได้นั้น ขณะนี้ยังไม่มีผลต่อยอดขายบิ๊กอายส์ โดย ยังคงมีวัยรุ่นที่ส่วนใหญ่เป็นนัก เรียน นักศึกษาหญิงเดินทางมาหาซื้อบิ๊กอายส์ตามปกติ โดยทางร้านจะขายบิ๊กอายส์อยู่วันละประมาณ 2-3 คู่

ขณะที่พนักงานของร้านแว่นบิวตี้ฟูล สาขาประชานิเวศน์ 1 เปิดเผยว่า ขณะนี้ยอดขายบิ๊กอายส์ของทางร้านยังไม่ได้รับผลกระทบจากข่าวที่ออกมาแต่ อย่างใด โดยยังมีกลุ่มวัยรุ่นที่ส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษาหญิงมาหาซื้อบิ๊กอายส์ไปใส่ ซึ่งปกติทางร้านจะขายบิ๊กอายส์อยู่ประมาณวันละ 2-3 คู่

ส่วนพนักงานของร้านแว่นท็อปเจริญ สาขาประ ชานิเวศน์ 1 กล่าวว่า ภายหลังมีข่าวเกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการใส่บิ๊กอายส์ที่ ไม่ได้มาตรฐาน ขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อยอดขายของทางร้าน โดยยังมีกลุ่มนักเรียนนักศึกษาเดินทางมาหาซื้อบิ๊กอายส์ไปใส่ตามปกติ ส่วนใหญ่กลุ่มวัยรุ่นจะมาถามซื้อบิ๊กอายส์ที่มีสีดำ ส่วนบิ๊กอายส์ที่มีสีต่างๆ ยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร โดยทางร้านจะขายบิ๊กอายส์อยู่ประมาณวันละ 2-3 คู่

ที่มา http://www.shirate.com/

วิธีพิสูจน์ กลูตาไธโอน แท้/ปลอม

วิธีตรวจสอบกลูตาไธโอน (ผิวขาว หน้าใส)จากคลิป พิสูจน์ได้จริงไหม??

หลักการพิสูจน์ กลูตาไธโอน

Glutathione และ Vitamin C มันเป็น Antioxidant ครับ ส่วนไอโอดีนอะเป็นธาตุหมู่ VIIA ซึ่งมีความต้องการอิเลกตรอนอยู่แล้ว หากไม่มี antioxidant มันจะไปแย่งอิเลกตรอนจากส่วนอื่นๆ เช่นในอากาศ ในร่ายกาย เกิดเป็นเกลือไอโอไดด์มา ดังสมการ
I2 + 2RH ----------> 2I- + 2RH+ (อนุมูลอิสระ)
แต่ Vitamic C หรือ Glutathione หรือ Antioxidant จะทำหน้าที่เป็น electron donor ให้แทน สารในร่างกายจึงไม่เกิดอันตรายครับ

ตัวไอโอดีนเปรียบเสมือนสารที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระครับ

ปล. จริงๆแล้วอนุมูลอิสระและสารทำให้เกิดอนุมูลอิสระตัวสำคัญๆ ในร่างกายน่าจะเป็นกลุ่ม Reactive oxygen species (ROS) และ Reactive Nitrogen Species (RNS) มากกว่าครับ

สรุปคือ การตรวจสอบด้วยวิธีดังกล่าวไม่ได้เป็นการพิสูจน์ว่าเป็นของแท้จริง ไหม แต่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นของปลอมด้วยเช่นกัน

พิสูจน์ "กลูตาไธโอน" โดยคุณหมอ (หมอนอกเวลา)

ที่มาจาก บอร์ดพันทิพย์
http://www.shirate.com/